เมนูเพิ่มเติม
เข้าชม: 434|ตอบกลับ: 0

[Prince Member]


Saitama Inori วันแม่ 2559

  • โมเอะ: 1320
  • Money: 2054
  • Tz: 1329
  • Posts: 327
  • Donate: 0 THB
  • Joined: 14-11-2015
พลังน้ำใจ: 4623
   Pet:
Rachel Alucard
อะไรเหรอ?

โพสต์เมื่อ 24-7-2018 22:36:52 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Eifer เมื่อ 25-7-2018 00:28

Blaze Heatnix  เบลซ ฮีทนิกซ์ เพชรฆาตวิหคอมตะ

ตอนที่ 8.2 : ภัยร้ายเข้าประชิด







   เช้ามืดวันต่อมา เบลซลุกขึ้นจากเตียง เขาอาบน้ำแต่งตัวให้สบายๆ ที่สุดเท่าที่จำได้แล้วย่องออกมาก่อนที่ไอริสกับเซชิเลียจะรู้สึกตัว เมื่อคืนนี้ไอริสขอนอนกอดเบลซ เบลซจึงแกะมือของไอริสออก เขาเขียนข้อความบอกหญิงสาวทั้งสองคนว่า 'ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวฉันจะรีบกลับมา' ก่อนเดินออกจากห้องไป เขารีบเดินออกบ้านพักเพื่อที่จะไปตรวจสอบกองทัพของราชินีซัคคิวบัสว่าแม่ทัพคนนั้นจะใช่ 'แบล็กฮาร์ด' จริงๆ รึเปล่า


   ช่วงที่เบลซกำลังจะเดินหาทางออกของวิหารอยู่นั้น เค้าก็สังเกตเห็นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังเดินลับๆ ล่อๆ อยู่ข้างกำแพงของวิหาร เธอสวมชุดเดรสสีขาวบริสุทธิ์ที่ดูเข้ากับตัวเองมาก แต่ท่าทางของเธอดูเหมือนคนที่อยากจะออกไปจากวิหารไม่ต่างกับเบลซ เขาจึงแอบย่องเข้าไปหญิงสาวคนนั้นอย่างเงียบๆ จนเข้าไปถึงตัวในระยะที่ใกล้พอเหมาะ


   "เฮ้!!"


   หญิงสาวในเดรสสีขาวสะดุ้งตกใจเมื่อถูกชายหนุ่มคนนั้นส่งเสียงมา แสงจันทร์จากบนยอดวิหารค่อยๆ ฉายแสงไปบนใบหน้าของหญิงสาวคนนั้นให้เบลซเห็น


   "ทะ...ท่านแอสเทีย!?"


   หญิงสาวคนที่เผยใบหน้าเห็นเบลซเห็นคือองค์ราชินีแห่งวิหารแสงจันทร์ 'แอสเทีย' นั่นเอง


   "ท่านเบลซ!? ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่!?"


   "พอดีผมออกมาเดินเล่นนิดหน่อยก็เลยมาเห็นท่านเข้าพอดีน่ะครับ..."


   "หะ...เห็นเหรอ?"

   แอสเทีสทำท่างทางรุกรี้รุกรนมองซ้ายขวาว่าจะทำยังไงดีเมื่อเธอถูกเบลซเห็นเข้า


    "ช่วยไม่ได้นะคะ ท่านเบลซช่วยตามมาด้วยก็แล้วกัน!"

    แอสเทียคว้ามือเบลซแล้วลากตัวเค้าเดินเข้าในช่องลับที่อยู่ข้างกำแพงของวิหาร


    "จะพาผมไปไหนครับ!?"


    "เมืองล่างวิหารค่ะ"


    หลังลอบหนีออกจากวิหารแสงจันทร์มายังบริเวณตัวเมืองที่อยู่ไม่ไกลจากวิหาร ราชินีแอสเทียผู้ปกครองโดยชอบธรรมของอาณาจักรนี้ได้เลือกสวมชุดปลอมพระองค์เป็นเพียงหญิงสาวชั้นสูงธรรมดาด้วยชุดกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์ประดุจปุยหิมะ เธอรวบเส้นผมสีขาวเงินของเธอขึ้นมาเป็นปมด้วยโบว์สีน้ำเงินลายเกร็ดน้ำแข็งที่เข้ากัน แม้จะไม่ได้สวมชุดองค์ราชินีอย่างทุกที แต่ดูก็รู้แล้วว่า เธอคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา


    อย่างน้อยก็ต้องชนชั้นสูงจากไหนสักแห่งแน่ๆ ต่างจากชายหนุ่มที่เดินตามหลังเธอที่สวมชุดลำลองกับเกราะหนักที่แขนขวาที่แสดงออกถึงความเป็นทหารรับจ้างอิสระทั่วไป พอมายืนคู่กันแล้วมันไม่ได้เข้ากันกับเธอเลยแม้แต่นิดเดียว


   ชายผู้ที่อดีตเคยเป็นอัศวินไร้เทียมทานเดินตามเธออยู่ห่างๆ แต่ราชินีหยุดกลับหยุดเดินแล้วหันกลับมามองทางเขา


   "เป็นอะไรเหรอคะ ท่านเบลซ รีบตามมาเร็วๆ สิคะ"


   "แต่ว่าจะดีเหรอครับ ให้ผมตามมาคนเดียวแบบนี้"

   เบลซรู้สึกกังวลใจที่แอสเทียมาเดินเล่นในเมืองโดยไม่มีทหารมาเดินคอยติดตาม


   "ก็ต้องดีสิคะ ฉันตั้งใจจะพาท่านเบลซมาคนเดียวแบบนี้ อีกอย่างวันที้ท่านเบลซเป็นบอดี้การ์ดส่วนตัวให้ด้วย เอ้า...รีบตามมาได้แล้วค่ะ"


    แอสเทียกวักมือให้เบลซรีบเดินตาม เบลซได้แต่ยักไหล่ขึ้นด้วยความสงสัย แล้วเดินตามราชินีคนนี้มาติดๆ ขณะที่เธอคนนี้เดินนำไปเล็กน้อยพลางยิ้มแป้นด้วยความยินดี


    ดูเหมือนแผนการที่เบลซจะแอบไปสอดแนมกองทัพของราชินีซัคคิวบัสต้องหยุดชะงักลงไป 1 วัน เพราะแอสเทียแอบลงมาจากวิหารแล้วเดินเที่ยวเล่นโดยที่ไม่มีผู้ติดตามแบบนี้ คนที่เคยเป็นอัศวินมาก่อนจะปล่อยให้เกิดเรื่องอันตรายกับองค์ราชินีได้ยังไงกัน เบลซไม่รู้เลยว่าในหัวของราชินีวิหารแสงจันทร์คนนี้กำลังคิดอะไรอยู่


   "ตรงนี้เป็นส่วนของตลาดค่ะ ท่านเบลซ"


   "คึกคักดีจังเลยนะครับ"


   "ค่ะ ถึงจะเป็นพื้นที่ถูกปกคลุมด้วยอากาศที่หนาวเหน็บเกือบตลอดทั้งปีก็จริง แต่เราก็ใช้เวลาพัฒนาเมืองให้สามารถใช้ชีวิตกันต่อไปได้ค่ะ"


   "'งั้นเหรอครับ"

    เบลซเงยหน้าขึ้นไปมองศิลาแสงจันทร์ที่กำลังส่องแสงแห่งความอบอุ่นลงมาจากบนยอดวิหาร


    "ส่วนตรงนี้เป็นพลาซ่าค่ะ"


    "พลาซ่า?"


    "ค่ะ เป็นเหมือนช็อบปิ้งมอลล์ ไม่ใช่สิ เป็นตลาดที่อัพเกรดมาอยู่ในอาคารน่ะค่ะ เพื่อให้สามารถเดินซื้อของได้แม้ในวันที่หิมะตกหนักๆ น่ะค่ะ"


    "อ้อ...ยังงี้นี่เอง"


    "ค่ะ งั้นเราเข้าไปข้างในกันเถอะค่ะ"


    "ครับ"


    ราชินีแอสเทียเดินนำเข้าไปทันทีโดยไม่ฟังความเห็นของเบลซเลย ทั้งสองคนเดินแวะไปตามร้านต่างๆ กัน ไม่จะเป็นร้านเสื้อของสตรีที่มีชุดต่างๆ มากมายให้เธอได้เลือกลองเสื้อจนสนุกสนาน เพราะปลอมตัวมารึเปล่า คนขายจึงจำไม่ได้ว่าเธอเป็นราชินีของอาณาจักรแห่งนี้เลย ดูเผินๆ ก็เป็นสาวน้อยชั้นสูงทั่วไปเท่านั้นเอง


    แน่นอนว่าหน้าที่ของเบลซในตอนนี้คือการติดตามแอสเทียที่กำลังสนุกสนานกับการเลือกเสื้อผ้าและเดินเล่นในพลาซ่าแห่งนี้อย่างสนุกสนาน อย่างร้านเสื้อผ้าสตรีนั้น เธอหยิบเสื้อผ้ามามากมายมาลองทาบทับบนร่างอย่างใคร่รู้


    "ท่านเบลซคะ"

    แอสเทียวิ่งตรงเข้ามาหาเบลซที่ยืนอยู่หน้าร้าน


    "ครับ?"


    "ท่านเบลซคิดว่าเสื้อสองตัวนี้ ตัวไหนสวยกว่าคะ?"


    "เอ๊ะ...เอ่อ...ผมไม่เคยเลือกเสื้อผ้าผู้หญิงมาก่อนเลยนะครับ"


    "จริงเหรอคะ?"


    "ครับ ที่จริงของพวกนี้ชอบอันไหนก็ซื้ออันนั้นไปเลยดีกว่ามั้ยครับ"

    เบลซเสนอแนะ


    "มันก็ได้อยู่นะ แต่ว่าดันชอบหมดเลยนี่สิ"


    แอสเทียทำท่าลังเลออกมาแล้วหยิบกระโปรงสองตัวที่มีความแตกต่างกันด้านรูปลักษณ์ให้เบลซดู


    "ท่านเบลซว่าตัวไหนดูดีกว่าคะ?"


    "ให้ผมเลือกเหรอครับ?"


    "อื้อ"


    เธอยื่นกระโปรงสองตัวให้เบลซดู แน่ล่ะว่าชายหนุ่มคนนี้ได้แต่ทำหน้างง เพราะแค่รูปลักณ์ที่ต่างกันระหว่าง ประโปรงสั้น กับ กระโปรงยาว เท่านั้นเอง แต่การตัดและทรงของกระโปรงมันไม่ได้ต่างกันเลย เขาเลยไม่รู้ว่าจะตอบอะไรออกไปดี และคำตอบที่ได้คือ...


    "อะไรก็ได้ครับ แล้วแต่ท่านแอสเทียชอบ"


    "งั้นเหรอคะ?"


    สีหน้าของราชินีวิหารแสงจันทร์ดูไม่ค่อยจะชอบใจกับคำตอบนี้นัก เธอหยิบเสื้อกับกระโปรงขึ้นมาดูไปดูมาเหมือนลังเลและไม่กล้าตัดสินใจอยู่ดี กระทั่งนึกออกขึ้นมาได้ว่า


    "'งั้นลองชุดดูหน่อยดีกว่า"


    "ลองชุดเหรอครับ?"


    "แน่สิคะ ก็จะใส่ให้ท่านเบลซดูนี่คะ"


    แอสเทียบอกกับเบลซแบบนั้น ขณะที่ชายหนุ่มได้แต่เอียงด้วยความไม่เข้าใจกับจุดประสงค์ของเธอเท่าไหร่นัก แต่สุดท้ายเขาก็ยอมเดินตามเธอไปที่ห้องลองเสื้อที่ตั้งอยู่ไม่ไกลกันนัก มันเป็นห้องลองเสื้อแบบง่ายๆ ที่มีตุ้ไม้อันหนึ่งกับผ้าม่านปิดเอาไว้พอจะมองลอดไปให้เห็นเท้าของผู้ที่อยู่ด้านในได้ แอสเทียหยิบเสื้อกระโปรงไปลองใส่ในนั้น ขณะที่เบลซยืนรออยู่ด้สนนอก


   ระหว่างที่รอให้เธอสวมเสื้อเสร็จนั้น เบลซก็นึกถึงตอนที่เคยพาไอริสไปซื้อเสื้อผ้าเมื่อหลายเดือนก่อน เขาจำได้ว่ามันวุ่นวายไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว เหตุผลคือเขาเป็นทหารรับจ้างอิสระที่ละหุกส่งผลให้ไม่ได้มีอะไรติดตัวมาเลย แม้กระทั่งเสื้อผ้าและเกราะแขนก็ต้องใส่ซ้ำๆ จนสกปรกซักไม่ทันทำให้ลูน่าตัดสินใจพาเขาไปซื้อเสื้อในเมือง แน่ละว่านิสัยของไอริสนั้นไม่ได้พิถีพิถันเรื่องชุดนัก เธอมักจะเลือกเสื้อผ้าแบบขอไปทีมากๆ ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่ต้องไปสนใจอะไรพวกนี้มากหรอก เดี๋ยวก็ขาดแล้วอะไรพวกนี้ ดังนั้นชุดที่เบลซมีจะเรียกว่า เป็นการซื้อแบบลวกๆ ของไอริสก็ได้ เขาเลยติดความคิดแบบเดียวกันมาว่า แค่เสื้อผ้าไม่ต้องพิถีพิถันอะไรขนาดนั้นก็ได้นี่ แต่ก็โดนเซชิเลียว่าเอาว่า


   "นายไม่เข้าใจความรู้สึกของผู้หญิงเลยนะ"


   เบลซเลยมาคิดว่า จริงๆ ตัวเขาก็ไม่เข้าใจความรู้สึกของผู้หญิงเท่าไหร่นักจริงๆ ไม่ว่าจะเป็น ไอริส เซชิเลีย ซอร์เนียร์ หรือกระทั่งแอสเทียเองก็ตาม เขายังไม่เข้าใจสิ่งที่พวกเธอต้องการและสื่อมาให้เขาได้เลยสักอย่าง


   ครืด...

   ระหว่างที่คิดอยู่นั้น ผ้าม่านของห้องเปลี่ยนเสื้อก็ถูกรูดออกมาพร้อมกับเผยร่างของราชินีวิหารแสงจันทร์ที่เปลี่ยนจากชุดวันพีชสีขาวมาสวมเป็นเสื้อเกราะอกสีฟ้าดูงดงามจนทำเอาเบลซถึงกับนิ่งไปชั่วขณะทีเดียว


   "เป็นไงบ้าง ท่านเบลซ ข้าเข้ากับชุดนี้มั้ย"

   แอสเทียถามความเห็นของเบลซ ซึ่งแน่ละว่าสำหรับชายหนุ่มคนนี้แล้ว ชุดที่มีพลังดาเมจรุนแรงเหลือเกินจนเขาเหมือนถูกตรึงเอาไว้จนพูดอะไรไม่ออก


   "ก็ดูดีนะครับ"


   "แค่นั้นเหรอ"


   "แค่นั้นแหละครับ"

   สีหน้าของแอสเทียยังไม่ค่อยแน่ใจอยู่ดี


   "งั้นเดี๋ยวลองอีกชุดแล้ว ท่านเบลซออกความเห็นด้วยนะ"


   "ครับ?"


    ดูเหมือนความเห็นของเบลซทำให้แอสเทียตัดสินใจเปลี่ยนอีกชุด เจ้าตัวจึงปิดผ้าม่านแล้วเปลี่ยนชุดต่ออีกรอบ ขณะที่ชายหนุ่มยืนรออยู่สักพัก ผ้าม่านก็เปิดออกพร้อมกับร่างของราชินีวิหารแสงจันทร์ในชุดกระโปรงเดรสสีแดงที่ทำให้อิมเมจของเธอเปลี่ยนไปมันทำให้เธอดูร้อนแรงและสดใสขึ้นกว่าเดิม ดาเมจในสายตาของเบลซถือว่ารุนแรงทีเดียว เสื้อสองสีแม้จะเหมือนกันแต่ก็ทำให้คนสวมมีบุคลิกต่างออกไปด้วย เบลซเลยเข้าใจเวลาเซชิเลียไปเลือกซื้อเสื้อผ้าใส่นานๆ ขึ้นมาบ้างแล้วในตอนนี้


   "ว่ายังไงล่ะคะ?"


   "ทั้งคู่"

   เบลซตอบไปแบบนั้น


   "หมายความว่ายังไงคะ?"


   "ก็...ดูดีทั้งคู่ครับ"


   "เหรอคะ? อืม..."


   ราชินีแอสเทียเหมือนยังตัดสินใจไม่ได้อยู่ดี จนสุดท้ายเธอก็ถามเบลซว่า


   "ท่านเบลซอยากเห็นฉันตอนกำลังใส่ชุดมากกว่าเหรอคะ?"


   คำถามที่เต็มไปด้วยดาเมจมากมายทำเอาเบลซตอบไม่ได้ทันที เขาคิดว่าแอสเทียดูร้อนแรงและร่าเริงเมื่ออยู่กับเขา แต่กลับมีสภาพเป็นสาวที่สุขุมเยือกเย็นขึ้นมาทันที สุดท้ายคำตอบของเบลซคือ


   "ทั้งสองชุดครับ"


   "เอ๊ะ?"


   คำตอบของเบลซทำเอาแอสเทียยังงงว่า เขาตอบแบบนี้ทำไม


   "เพราะว่า ไม่ว่าจะเป็นท่านแอสเทียแบบไหน ผมก็คิดว่าอยากเห็นทั้งสองแบบเลยล่ะครับ เพราะนั่นเป็นตัวตนของท่านแอสเทียจริงมั้ยล่ะครับ"


   ไม่รู้ทำไมหน้งของราชินีวิหารแสงจันทรืถึงได้แดงระเรื่อขึ้นมา สีหน้าของเธอดูหวั่นไหวมากเป็นพิเศษ มันเป็นใบหน้าตกใจคล้ายกับถูกศรรักปักเข้าหัวใจอย่างแรง เธอหันหลังให้เบลซเหมือนไม่ต้องการให้เขาเห็นใบหน้าของเธอตอนนี้ ในใจของเธอได้แต่ถามว่า ทำไมชายคนนี้ถึงตอบแบบนี้ มันช่างเป็นคำตอบที่ไม่คาดคิด แบบนี้มันก็เหมือนบอกว่าเธอจะแบบไหน เขาก็โอเคทั้งนั้นเหรอ


  “บ้าจริง บ้าจริง มองหน้าเขาไม่ได้เลย...”

    ราชินีแอสเทียพยายามเก็บความตัวการของตัวเองเก็บไว้ในใจ ขณะที่เบลซถามเธอว่า


   “เอ่อ...ท่านแอสเทีย”

   

  “คะ?”


  “สรุปว่าเสื้อ...”

   

    “ถะ...ถ้าท่านเบลซบอกแบบนั้น จะเอาสองตัวก็ได้ค่ะ”

    เธอบอกแบบนั้นแล้วหยิบเสื้อตัวเก่ามาเตรียมเปลี่ยนชุดอีกรอบ


    “สองตัวเลยเหรอครับ?”


    “ก็ท่านเบลซบอกแบบนั่นนี่ เดี๋ยวเปลี่ยนเสื้อแปปนะคะ”

    ราชินีแอสเทียเดินกลับเข้าในห้องเปลี่ยนเสื้อแล้วจัดการเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ทว่าตอนนั้นเอง เธอไม่รู้เลยว่ามีแมงมุมตัวน้อยแสนซนกำลังหย่อนตัวลงมาจากเพดาน แล้วมันก็ค่อยๆ ไต่เข้าจากด้านหลังของเธอ จนกระทั่งเธอรับรู้ว่า มีอะไรกำลังไต่อยู่บนตัว


    “เอ๊ะ? เอ๊ะ? อะไรนะ? เอ๊ะ?”

    เพราะยังไม่ทันถอดเสื้อออกมาได้ดีนักก็ทำให้เธอไม่สามารถปัดแมงมุมที่ไต่บนตัวเธอได้ ราชินีวิหารแสงจันทร์พยายามใช้มือและเท้าที่มีปัด แต่มันก็แค่นั้น ส่วนเจ้าแมงมุมก็ไต่ไปทั่วร่างของเธอจนเจ้าตัวต้องพยายามไล่มันวุ่นไปหมด


    “อ๊าง!! ไม่ได้นะ ตรงนั้นมัน...”

    เพราะรู้สึกจั๊กจี้ทำให้แอสเทียทนไม่ไหว เธอตัดสินใจวิ่งออกมาจากห้องเปลี่ยนเสื้อที่ที่เบลซรออยู่


    โครม!

    ร่างของทั้งคู่ปะทะกันอย่างแรงจนล้มลงกระแทกกับพื้นเข้าเต็มๆ และพอลืมตาขึ้นมา ราชินีวิหารแสงจันทร์ก็พบว่าตัวเองนอนทับอยู่บนตัวของเบลซที่รับตัวเธอเอาไว้ ในสภาพที่เปลือยท่อนบนจนหมด


    “อุ...อูย...”

    ชายหนุ่มได้แต่นอนเจ็บไม่รู้เรื่องเลยว่า ตอนนี้ตัวเองกำลังถูกทาบทับด้วยร่างของหญิงสาวผู้งดงามคนนี้ซะแล้ว แต่ขณะที่ชายหนุ่มกำลังจะลืมตาขึ้นมาเพื่อถามว่า ‘เป็นอะไรรึเปล่า?’ สีหน้าของแอสเทียก็ถูกสีแดงเข้าเคลือบจนสุก ดวงตาของเบลซกำลังลืมตาขึ้นมา เธอเห็นดังนั้นจึงง้างหมัดขึ้นแล้วซัดไปที่หน้าของเบลซเต็มๆ


    “ลืมขึ้นมาไม่ได้น้า!!”


    หมัดของแอสเทียรุนแรงมากพอจะทำให้เบลซสลบคามือ ส่วนเธอก็ร้องกรี้ดลั่นวิ่งเข้าห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าไปทั้งน้ำตา


    “แย่แล้ว แบบนี้ฉันต้องรักเค้าให้ได้ใช่มั้ยเนี้ย!!”


    ดูเหมือนว่าแอสเทียก็เชื่อเรื่องนิทานหลอกเด็กที่ว่าถ้าถูกจุมพิตหรือถูกเห็นร่างตอนเปลือย แล้วตัวเองจะต้องไปรักเค้าคนนั้นแบบเดียวกับตอนที่เกิดเรื่องขึ้นกับลูน่าเมื่อตอนที่ยังเด็กมาแล้ว อยากรู้จริงๆ ว่าใครเป็นแต่งเรื่องหลอกเด็กนี้ขึ้นมากัน


    หลังจากทุกอย่างสงบสติอารมณ์ได้แล้ว ราชินีแอสเทียและเบลซก็มานั่งกันอยู่ที่ร้านอาหารในพลาซ่า ข้างๆ โต๊ะมีถุงกระดาษของร้านเสื้อผ้าวางไว้อยู่ ขณะที่ราชินีวิหารแสงจันทร์ได้แต่นั่งก้มหน้าก้มตาอย่างสำนึกผิด เนื่องจากเธอไปต่อยหน้าเบลซเข้า


   “ขอโทษนะคะ ท่านเบลซ”


   “มะ...ไม่เป็นไรครับ ก็มันเป็นอุบัติเหตุนี่ครับ”

   เบลซบอกทั้งที่ตัวเองหน้าบวมเนื่องจากถูกแอสเทียต่อยเต็มแรง


   “แต่ว่า ข้าก็พลาดนะ ที่ควบคุมอารมณ์ไว้ไม่ดีเอง ขอโทษจริงๆ นะคะ”


   “ครับ ไม่เป็นไรครับ พอดีผมถูกอัดแบบนี้จนชินแล้วครับ ท่านแอสเทียอย่าคิดมากนักเลยครับ”


   เพื่อเป็นการขอโทษ ราชินีแอสเทียจึงเลี้ยงข้าวให้กับเบลซ และเท่านั้นยังไม่พอ เธอพาเบลซไปที่โซนกิจกรรมของพลาซ่าที่เพิ่งจะทำการเปิดพิธีเสร็จ ข้างในโซนกิจกรรมนี้มีเกมมากมายให้ผู้คนเข้ามาในงานได้ร่วมสนุกกับเกมที่แต่ละซุ้มได้จัดเอาไว้ บางซุ้มก็เปิดเป็นร้านขายขนมเค้กที่ในอาณาจักรนี้ไม่เคยเห็น แอสเทียเดินไปซื้อขนมเค้กมาหนึ่งชิ้น แล้วเดินมาแบ่งเค้กให้เบลซครึ่งหนึ่ง


    ทั้งสองเดินชมงานไปด้วยกินไปด้วย ถ้าร้านไหนขายอาหารที่ดูแปลกตา พอเบลซสนใจร้านไหน แอสเทียก็เดินเข้าไปซื้อให้แทบจะทุกร้านเลยทีเดียว


    “ไม่อยากเชื่อเลยนะคะว่า ท่านเบลซจะสนใจแต่ของกินน่ะ”


   “ไม่ว่าอันไหนก็อร่อยหมดนี่ ท่านแอสเทียเองก็ทานเก่งเหมือนกันนะครับ”


    “นี่มันเงินของข้า จะกินอะไรก็ไม่มีใครว่าซะหน่อย”


    เบลซลืมไปเลยว่าหญิงสาวคนนี้เป็นถึงระดับองค์ราชินีแห่งวิหารแสงจันทร์ เรื่องค่าใช้จ่าย หยิบสอย พวกนี้มันไม่เป็นปัญหาอะไรกับเธอเลยซักนิด


    “ขอบอกไว้ก่อนนะคะ ปกติข้าไม่ได้ทานเก่งขนาดนี้หรอกนะ แต่มันจำเป็นที่จะต้องรับรู้ความเป็นอยู่ของชาวเมือง”


    แอสเทียพูดทั้งๆ ที่มีรอยคาบซอสมะเขือเทศติดที่ริมฝีปากของเธอ


    “คิดหรือว่าพูดทั้งๆ ที่มีซอสเลอะอยู่จะมีคนเชื่อน่ะครับ”

    เบลซควักผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วยื่นมือไปเช็ดรอยคาบซอสมะเขือเทศที่ติดอยู่ริมฝีปากของแอสเทีย


    แอสเทียที่กำลังถูกเบลซเอาผ้ามาเช็ดรอยคาบที่ริมฝีปากก็หน้าแดงขึ้น เธอรีบสะบัดหน้าหนีเบลซทันที


    “เป็นแอะไรไปครับ?”


    “ปะ...เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร”

    แอสเทียบอกเบลซไม่ได้ว่าเมื่อกี้เธอเกิดใจลอยขึ้นมา เธอพยายามที่หาเรื่องกลบเกลื่อนเพื่อจะลืมเรื่องนี้ ราชินีวิหารแสงจันทร์หันซ้ายหันขวามองหาซุ้มเกมที่น่าสนใจ และในที่สุดเธอก็ไปเจอซุ้มเกมที่เป็นซุ้มยิงเป้า โดยเป้าที่ว่าจะเป็นตุ๊กตาไม้ที่แกะสลักเป็นรูปตัวปีศาจต่างๆ ถ้ายิงตัวใหญ่ล้มได้ก็จะได้ของรางวัลเป็นรางวัลใหญ่ ถ้าถามว่าใครเป็นคนจ่ายเหรอ แน่นอนว่าต้องเป็นแอสเทียสิ ก็เธอรวยนี่เนอะ


    “ท่านเบลซคะ เราไปเล่นเกมยิงเป้ากันเถอะค่ะ”


    “ยิงเป้าเหรอค่ะ?”


    “อื้อ”

    แอสเทียวิ่งมากอดแขนเบลซแล้วพาตัวเขาเดินไปที่ซุ้มเกมยิงเป้า


   “เร่เข้ามาครับ!! เร่เข้ามา!! เกมยิงเป้ามหาสนุก เข้ามาลองได้เลยครับ!!”

   ชายวัยกลางคนหุ่นล่ำผู้เป็นเจ้าซุ้มยิงเป้าตะโกนเสียงเรียกลูกค้าให้เข้ามาเล่นเกม ซึ่งเบลซกับแอสเทียรก็เดินมาหยุดอยู่หน้าร้านแล้วมองดูของรางวัล


   “กติกาง่ายๆ แค่ใช้หน้าไม้ของเล่นยิงตุ๊กตาที่อยู่บนชั้นก็พอ ถ้าล้มได้มีของรางวัลหรูๆ มอบให้ด้วยครับ”


    “รางวัลที่ได้รับจะแตกต่างกันไปตามขนาดของตุ๊กตาไม้ หนึ่งเกมยิงได้สี่นัด”

    แอสเทียอธิบายของรางวัลที่จะรับให้เบลซฟัง


    “ยิ่งตัวใหญ่ยิ่งล้มยากสินะครับ ดีล่ะ...ลองดูหน่อยละกัน”

    เบลซหยิบหน้าไม้ของเล่นขึ้นมาบรรจุกระสุน


     “เอาตัวไหนดีครับ?”


    “ตัวโน่นกับตัวโน่น”

    ตัวตุ๊กตาไม้ที่แอสเทียชี้ไปมีแต่ตัวใหญ่ๆ ทั้งนั้น


    เฟี้ยว!

    เบลซเล็งหน้าไม้ของเล่นแล้วยิงไปที่ตัวตุ๊กตาที่แอสเทียบอก แต่พลาดเป้า เพราะเค้าจะต้องก่ะความแรงและองศาของกระสุนที่พุ่งไปให้ได้เสียก่อน


    “เข้าใจล่ะ แบบนี้นี่เอง”

    เบลซจับจังหวะความแรงและองศาของหน้าไม้ของเล่นได้แล้ว คราวนี้เล็งตุ๊กตาตัวเดิมและมั่นใจว่ายิงโดนแน่ๆ


   เฟี๊ยว! ป๊อก!

   รอบนี้ยิงโดนหัวของตุ๊กตาไม้เต็มๆ แต่ดูเหมือนความแรงหน้าไม้ของเล่นจะแรงไม่พอ จึงทำให้ตุ๊กตาไม้ตัวนั้นขยับเขยื่อนเพียงแค่เล็กน้อย


   “ฮึ่ม...น่าเสียดายจัง”

   แอสเทียทำหน้าไม่พอใจที่ยิงโดนเป้าแต่มันไม่ล้ม


   “...”

   เบลซมองไปที่แอสเทียเหมือนจะบอกว่า ‘ไม่รู้ตัวเลยเหรอว่าแรงต้านมันเยอะผิดปกติ’ แต่เขาก็ไม่บอก เบลซบรรจุกระสุนนัดที่สามและเตรียมยิงอีกครั้ง


   เฟี๊ยว! ป๊อก!

   คราวนี้เป็นการยิงไปที่ผนังให้ลูกกระสุนเด้งไปชนด้านหลังของตุ๊กตาไม้ คราวนี้ตุ๊กตาล้มเพราะด้านหน้ามันไม่มีแรงต้าน เมื่อยิงโดนแล้วนัดที่สี่ก็ยิงแบบเดียวกันแล้วตุ๊กตาก็ล้มไปอีกตัว จนลุงเจ้าของร้านยิงเป้าถึงกับอึ้ง


    “ว้าว! เยี่ยมมากค่ะ ท่านเบลซ”

    แอสเทียปรบมือและทำหน้าดีใจ


    “เฮ้ๆ เมื่อกี้นายยิงล้มจากด้านหลังนะ เพราะงั้นไม่นับนะ”


    ลุงเจ้าของร้านยิงเป้าพูดเหมือนไม่พอใจที่เบลซยิงตุ๊กตาตัวใหญ่ล้มได้สองตัว ชายหนุ่มผมดำผู้ที่ยิงโดนเป้าก็เลื่อนเข้าไปใกล้ๆ แล้วพูดตอบกลับไปว่า


    “คงไม่อยากให้ข่าวที่หลอกต้มตุ๋นแพร่ออกไปใช่มั้ยครับ?”


    “อะ...อึ๋ย ทำไมถึงรู้ล่ะ!?”


    “คนที่ทำเรื่องแบบนี้มีอยู่ทุกที่น่ะ ตอนที่ฉันยังเป็นอัศวินเคยทำแบบนี้บ่อยๆ ตอนฝึกซ้อมให้พวกทหารหน้าใหม่น่ะ”


    ลุงเจ้าของร้านยิงเป้ายอมให้ของรางวัลแก่เบลซ ซึ่งของรางวัลที่ได้คือ ริบบิ้นที่ประดับด้วยหินศิลาสีแดงราคาถูกๆ กับตุ๊กตาหมีขาว เบลซนำรางวัลทั้งสองมาให้แอสเทีย เธอทำหน้าดีใจมากที่ได้ของรางวัลนี้มา


    “นับว่าเป็นของดีราคาถูกเลยนะครับ”

   

    ช่วงที่เบลซกำลังพูด แอสเทียก็แกะริบบิ้นที่ผูกผมอันเก่าออก แล้วเอาริ้บบิ้นอันใหม่ที่เพิ่งได้มาผูกผม เธอหันหน้ามามองที่เบลซและก็พูดออกมาว่า


    “เป็นไง เหมาะไหม?”

    เส้นผมหญิงสาวที่เพิ่งผูกริบบิ้นอันใหม่ได้ขยับเล็กน้อยตอนที่ลมพัดผ่าน แต่มาอยู่ในชุดเดรสสีขาวแล้วยิ่งเร่งความงดงามเข้าไปอีก ทำเอาชายหนุ่มไม่อาจละสายตาไปจากเธอได้เลย


    “ครับ สวยมากเลยครับ”


    “งะ...งั้นเหรอคะ นี่ข้าลองทำเรื่องที่ไม่คาดถึงไปสินะคะ”

   

    คำตอบของเขาทำให้แอสเทียหน้าแดง เธอพยายามหาเรื่องพูดที่สามารถจะตัดบทโดยพลัน


   “ข้าไม่ค่อยได้สนใจเรื่องแบบนี้มานานมากแล้ว เพราะปกติจะมาคนเดียวก็เลยไม่คิดที่จะให้ใครดูอยู่แล้ว อืม...นานๆ ทีลองทำดูสักครั้งก็ดีเหมือนกันนะคะ...”


    “แต่จะว่าไป ผมไม่นึกเลยว่าท่านแอสเทียจะชอบของแบบนี้นะครับ”

    เบลซอุ้มตุ๊กตาหมีขาวขึ้นมา


    “อ๋อ...อันนั้นของลูน่าน่ะ”


   “หา?”


   “ตอนนี้ต้องโกรธอยู่แน่ๆ ก็เลยอยากทำให้อารมณ์ดีซะหน่อย”


    พอทั้งสองคนกลับเข้ามาในวิหาร ภาพที่ทั้งสองคนเห็นคือลูน่ายืนดักรออยู่ที่หน้าประตูลับของกำแพง เธอทำหน้าตาโกรธมากและปล่อยรังสีอาฆาตออกมาจนสัตว์เล็กๆ อย่างมดต้องเดินอ้อมไปทางอื่น


   “แอบหนีไปข้างนอกอีกแล้วหรือคะ ท่านแม่...”


   “ทะ...ที่จริงแล้วข้ามีของขวัญที่จะอยากให้เจ้า ก็เลยถ่อสังขารออกไปนอกวิหารน่ะ”

   แอสเทียรีบคว้าเอาถุงกระดาษขึ้นมาแล้วรีบควักหาอะไรบางที่อยู่ข้างในถุงออกมา


   แต่นแต๊น!!

   แอสเทียคว้าเอาตุ๊กตาหมีขาวออกมาจากถุงกระดาษให้ลูน่าเห็น สีหน้าของเธอตอนนี้ก็เปลี่ยนไปทันที จากคนที่กำลังโกรธกลายเป็นสาวน้อยบ๊องแบ๊ว


   “หนะ...นี่คือ…!?”


   “คิกคิก ดูเหมือนจะถูกใจนะคะ”

   แอสเทียเอียงตัวไปพูดกับเบลซ


    ช่วงจังหวะที่แอสเทียกำลังพูดคุยกับเบลซอยู่นั้น ลูน่าก็หลุดจากโหมดสาวน้อยบ้องแบ้ว แล้วกลับเข้าโหมดสุขุมเยือกเย็น เธอมองไปที่แอสเทียอยู่พักหนึ่งแล้วหันกลับมามองเบลซและพูดออกมาว่า


    “ทำไมถึงไม่ชิงโล่อีจิสแล้วหนีไปจากที่นี่ล่ะคะ ทั้งที่น่าจะเป็นโอกาสเหมาะแล้วแท้ๆ ที่องค์ราชินีแอบหนีไปเที่ยวเมืองล่างวิหาร ที่ท่านกลับมาเพราะมั่นใจในตัวเอง หรือเป็นแค่คนงี่เง่ากันแน่คะ ท่านอาจารย์”


    ดูเหมือนว่าแผนการที่พวกเบลซจะมาชิงโล่อีจิสจะถูกเปิดเผยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ลูน่าเองก็ทำหน้าผิดหวังว่าอาจารย์ที่เธอเคารพนับถือจะมาแย่งชิงโล่อีจิสไปจากเธอ เบลซเองก็ไม่พูดอะไรออกมาเลย จนแอสเทียพยายามที่จะเปลี่ยนเรื่องพูดคุยไม่ให้ลูกศิษย์และอาจารย์ต้องมาผิดใจกัน


    “เอาน่าๆ อุตสาห์กลับมาแล้วแท้ๆ ไปต่อว่าเขาจะไม่ใจร้ายไปหน่อยเหรอ ยิ่งกว่านั้นคนที่เอาเจ้านั่นมาให้ลูกคือท่านเบลซนะ?”


   “เอ๊ะ!?”


   ลูน่าทำหน้าตาตื่นตกใจเล็กน้อย หน้าของเธอก็เริ่มแดงระเรื่อขึ้นมาจนตัวเธอต้องหลังให้กับเค้า และก่อนที่เธอจะวิ่งเข้าไปในวิหาร เธอได้พูดทิ้งท้ายออกมาว่า


   “เข้าใจแล้วค่ะ จากนี้ไปกรุณาพาผู้ติดตามไปด้วยนะคะ”

   ลูน่าพูดจบแล้วก็รีบวิ่งเข้าไปในวิหารทันที


   “ดีล่ะ ตามไปดูเธอกันเถอะ”

   แอสเทียคว้าแขนเบลซแล้วพาตัวเขาตามลูน่าไปที่ห้องของเธอ


    “จะตั้งชื่อว่าอะไรดีน้า? อ๊า...สีตาคล้ายสีทับทิม งั้นชื่อของคือ ‘แกรเนท’ ละกันนะ”


    ภาพที่ทั้งสองคนเห็นอยู่ตอนนี้คือลูน่ากำลังนอนกอดตุ๊กตาหมีขาวอย่างถะนุถนอม สีหน้าของเธอต่างจากตอนที่เธอมาพูดคุยมาเมื่อซักครู่นี้เหมือนเป็นคนละคน ทั้งสองคนที่แอบตามมาดูก็ปล่อยแสงหัวเราะออกมาเบาๆ ถ้าขืนหัวเราะให้เธอได้ยินเดี๋ยวจะเป็นเรื่องขึ้นมา


   “น่ารักดีใช่มั้ยล่ะ?”

   แอสเทียหันไปพูดกับเบลซ


   “ครับ ถึงแม้เธอจะเติบโตและดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น แต่แท้จริงแล้วตัวตนของลูกศิษย์ที่ผมรู้จักก็ยังไม่ไปไหน”


   “ถ้าท่านเบลซถูกเธอเขม่นใส่ ก็ให้ตุ๊กตาเป็นของขวัญไปเลย ถ้าของที่ท่านเบลซให้ล่ะก็เธอจะยอมยกโทษให้”


    ตัดภาพมาที่เมืองด้านล่างวิหาร หลังจากที่เบลซกับแอสเทียเดินเที่ยวชมเมืองแล้วกลับขึ้นไปยังวิหารแล้ว ค้างคาวที่เป็นบริวารของเซชิเลียก็บินข้ามเมืองเพื่อหาเส้นทางที่น่าจะเป็นทางออกไปจากอาณาเขตของวิหารแห่งแสง เพื่อจะดูพื้นที่ทั้งหมด ค้างคาวจะต้องบินให้สูงขึ้นมากๆ พอค้างคาวบินสูงได้ที่แล้วก็จะเห็นภูมิทัศน์ของอาณาเขตของวิหารแ่งแสงทั้งหมด จู่ๆ ก็มีมังกรตัวหนึ่งบินโฉบเข้ามากินค้างคาวแล้วกลืนมันเข้าไปทันที


   “ซ่อมซ่อจังเลยนะวิหารแห่งแสง จงสนุกมีความสุขให้หน่ำใจเข้าไปเถอะ อีกไม่นานพวกแกก็จะมีความสุขในนรกกันแล้ว ฮ่าๆๆ”


    แบล๊กฮาร์ดหัวเราะสะใจอยู่บนหลังมังกรก่อนที่จะบังคับให้มันวนกลับไปที่กองทัพของตนที่อยู่ไม่ไกลจากวิหาร เซชิเลียเห็นภาพสุดท้ายของค้างคาวตัวที่ถูกกิน เธอรีบวิ่งตรงเข้าไปในวิหารและบอกสิ่งที่เธอเห็นให้ทุกคนที่อยู่ข้างในนั้นฟัง



+++++++ To Be Continued +++++++






ปิด

ประกาศจาก Admin

ช่วยบริจาคค่า VPS หน่อยจ้า
ช่วยบริจาคค่า VPS หน่อยจ้า
ช่วยหน่อยเนอะ ไม่ได้บังคับนะเออ เเต่สักหน่อยก๊ยังดี ^^

ดู »

ThaiZeed

GMT+7, 14-12-2018 23:57 , Processed in 0.032957 second(s), 16 queries , Xcache On.

Powered by Discuz!

© 2001-2012  Template BY: GDC & 2th