เมนูเพิ่มเติม
เข้าชม: 59|ตอบกลับ: 0

[Prince Member]


Saitama Inori วันแม่ 2559

  • โมเอะ: 1288
  • Money: 1998
  • Tz: 1297
  • Posts: 321
  • Donate: 0 THB
  • Joined: 14-11-2015
พลังน้ำใจ: 4560
   Pet:
Rachel Alucard
อะไรเหรอ?

โพสต์เมื่อ 29-9-2018 22:43:59 |แสดงโพสต์ทั้งหมด



Blaze Heatnix เบลซ ฮีทนิกซ์ เพชรฆาตวิหคอมตะ

ตอนที่ 16 : ภารกิจสำรวจและหอคอยอาบิส








  “ทำการเชื่อมต่อไปยังเปลวเพลิงที่อยู่ในตัวข้า จงปรากฏตัวออกมา อิคารัส!!”


  เบลซปลดปล่อยพลังออกมาพร้อมกับสั่งให้วิหคเพลิงอิคารัสปรากฏตัวออกมาในรูปแบบที่ผู้เรียกจินตนาการขึ้น แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่เขาเรียกออกมาจะมีแค่เปลวเพลิงสีแสดที่ไม่มีรูปร่างอะไรที่จะชี้ได้ว่าเป็นอิคารัส


  “อะ...อ้าว!?”


  “โธ่เอ๊ย อุตสาห์คิดว่าน่าจะไปได้สวยแล้วแท้ๆ เชียว”


  ไอริสพูดพร้อมทำหน้าถอดใจ ที่ว่าเบลซไม่อาจจะเรียกตัวอิคารัสตัวออกมาได้ แบบเดียวกับตอนที่ตัวเธอเองเคยทำได้มาก่อน


  “ขอโทษที่มาขัดจังหวะการฝึกซ้อมนะคะ”

  ลูน่าพูดแทรกเข้ามาในระหว่างที่เบลซกำลังฝึกควบคุมพลัง


  “อ้าว ลูน่า? มีธุระอะไรรึเปล่าถึงมาที่นี่?”

  เบลซพูดขึ้น


  “อาจารย์เบลซ ช่วยไปทำภารกิจสำรวจด้วยกันหน่อยได้มั้ยคะ?”


  “ภารกิจสำรวจเหรอ?”


  “เป็นภารกิจที่ต่างจากของนักล่าปีศาจกับสมาคมทหารรับจ้างน่ะ ส่วนมากภารกิจนี้จะเป็นหน้าที่ของทหารวังหลวงที่จะให้ไปสำรวจสิ่งผิดปกติแล้วก็กลับมาไงล่ะ”


  เซชิเลียอธิบายให้ฟัง


  “ถ้าอย่างนั้น ก็มีโอกาสที่จะไม่บานปลายจนกลายเป็นการต่อสู้เหมือนอย่างทุกทีสินะ”


  “ใช่แล้วค่ะ อาจจะต้องคิดเผื่อสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันด้วย แต่โดยพื้นฐานแล้วก็คือสำรวจเฉยๆ ค่ะ”


  “สรุปก็คือภารกิจนี้ได้จำกัดคนที่จะต้องไป หนึ่งในนั้นก็คือฉันสินะ”

  เบลซพูด


  “ค่ะ! การที่ฉันต้องมาที่นี่ก็เพื่อมาเชิญอาจารย์น่ะค่ะ”


  เบลซพยักหน้าตอบรับคำเชิญของลูน่า และดูเหมือนว่าบทบาทของตอนนี้จะไม่มีไอริสกับเซชิเลียซะแล้ว…


  “เฮ้อ… ไม่ได้แยกตัวออกทีมมาทำภารกิจกับคนอื่นซะนานเลยน้า”


  เบลซที่กำลังเก็บข้าวของในห้องใส่เป้เอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์ดี แน่ละว่าวันนี้คือวันที่ต้องออกไปทำภารกิจสำรวจโดยไม่มีไอริสกับเซชิเลีย พอเก็บข้าวของสำหรับทำภารกิจเสร็จแล้ว เบลซก็เปลี่ยนชุดลำลองมาเป็นชุดทหารรับจ้างเสร็จแล้ว ก็ชักดาบเพลิงพิพากษาของตัวเองขึ้นมาดูแล้วมองคมดาบ จากนั้นก็ใส่กลับไปตามเดิม


  “ไปกันเถอะไอ้เพื่อนยาก”


  ชายหนุ่มพูดกับดาบเพลิงพิพากษา แล้วเดินออกจากห้องมุ่งไปยังประตูทางออกของเมืองอาลซัสที่ที่มีร่างของหญิงสาวผมสีชมพูรวบทรงหางม้าที่ยืนรออยู่ข้างนอก


  “กำลังรออยู่เลยค่ะ คุณเบลซ”


  “โทโยฮิเมะ!?”

  เบลซทำหน้าตกใจเล็กน้อยว่าทำไมโทโยฮิเมะถึงมาอยู่ที่นี่


  “ภารกิจสำรวจในครั้งนี้ขอให้ท่านโทโยฮิเมะไปด้วยน่ะค่ะ”

  ลูน่าที่เพิ่งจะเดินมาถึงก็อธิบายให้เบลซเข้าใจ


  “แล้วก็ฉันอีกคนนะ”

  คนที่เดินตามหลังลูน่ามาติดๆ คือหญิงสาวผมสีแดงเพลิงสวมชุดเกราะสีเงิน เธอทำหน้ายิ้มแย้มให้กับเบลซ


  “แม่ทัพใหญ่สการ์เลต!?”


  “เรียก ‘สการ์เลต’ เฉยๆ ก็ได้ เพราะจุดหมายคราวนี้คือสถานที่ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับอัศวินดำแบล็กฮาร์ด แล้วก็เป็นบ้านเกิดของฉันด้วย”


  “ทำไม ทรี ออฟ การ์ด อย่างพวกเธอถึงต้องมาทำภารกิจสำรวจนี้ด้วยล่ะ?”

  เบลซถาม


  “ก็อย่างที่บอกไปนั่นแหละค่ะ ภารกิจนี้จะเป็นหน้าที่ของทหารในวังหลวงที่จะให้ไปสำรวจสิ่งผิดปกติแล้วก็กลับมา ซึ่งทหารที่วังหลวงจะส่งไปสำรวจนั้นคือ ทรี ออฟ การ์ด ค่ะ”


  ลูน่าอธิบาย


  “ถ้าจำไม่ผิด แอสเทียก็เป็นหนึ่งใน ทรี ออฟ การ์ด ด้วยสินะ?”


  “ตอนนี้ท่านแม่ต้องไปจัดการเอกสารในวิหารแสงจันทร์ ฉันก็เลยถูกส่งมาเป็นตัวแทนนี่ไงล่ะคะ”


  “อ่อ พอจะเข้าใจแล้วล่ะ”


  เบลซนึกภาพแอสเทียกำลังนั่งหน้าบูดเซ็นต์เอกสารที่กองใหญ่เท่าภูเขาล้อมวงตัวเธอเอาไว้


  “แล้วเราจะไปที่ไหนกันเหรอ? สการ์เลตบอกว่าเป็นบ้านเกิดสินะ?”


  “ใช่ บ้านเกิดของฉันน่ะ”


  พอสการ์เลตพูดขึ้น ทั้งสี่คนก็ถูกวงแหวนเวทเคลื่อนย้ายมายังจุดหมายปลายทางอย่างไม่รู้ตัว


  “คือที่นี่แหละ”


  “เฮ้ย!? ถึงเร็วเกินไปแล้ว!! ไม่สิ...มันไม่มีอะไรเลยไม่ใช่เหรอ?”


  บ้านเกิดทีสการ์เลตว่าเอาไว้มีแต่ซากปรักหักพังที่รายล้อมไปด้วยทะเลทรายและภูเขา ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ล้อมข้างพวกเขาแห้งแล้งจนแบบว่าที่นี่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่เลย จะมีก็แต่หอคอยโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่อย่างโดดเดี่ยว


  “ได้ยินมาจากท่านแม่ว่าแถวนี้มีโบราณสถานที่เกี่ยวข้องกับอัศวินดำแบล็กฮาร์ดอยู่น่ะคะ”


  “มันมีอยู่จริงๆ นั่นแหละ ตัวฉันเองก็ได้ ‘ฮิซาเมะ(ดาบพิรุณน้ำแข็ง)’ มาจากโบราณสถานที่อยู่ที่นี่”


  โทโยฮิเมะชี้นิ้วไปที่หอคอยโบราณ


  ‘หอคอยอาบิส’ คือสถานที่ที่ตั้งอยู่ใจกลางซากปรักหักพัง แต่ก่อนที่นี่จะล่มสลาย หอคอยนี้จะคอยเฝ้าจับตามองทุกสิ่ง รวมถึงยังมีหน้าที่ดูแลความรุ้ทั้งหมดทั้งมวลของโลกใบนี้ มาแต่ตั้งแต่สมัยโบราณกาล


  “หอคอยอาบิสงั้นเหรอ...”


  สการ์เลตนึกภาพย้อนกลับไปตอนที่แห่งนี้ยังรุ่งเรือง ตอนนั้นที่เธอยังเด็ก เธอมักจะชอบส่งรอยยิ้มให้กับชาวเมือง แต่แล้วจู่ๆ ก็มีลำแสงปริศนายิงมาจากบนยอดหอคอยอาบิส ทุกสิ่งทุกอย่างถูกทำลายจนพังพินาศ ผู้คนก็ต่างพากันล้มตายระเนระนาด มีเพียงแค่เธอเท่านั้นที่เป็นผู้รอดชีวิตจากโศกนาฏกรรมในครั้งนั้น


  “มีอะไรเหรอสการ์เลต? สีหน้าดูไม่ดีเลย”

  เบลซเดินเข้ามาถาม


  “เปล่าไม่มีอะไรหรอก แค่นึกถึงความหลังเท่านั้นแหละ”


  “งั้นเหรอ”


  “ว่าแต่นายเถอะ คิดจะไปที่หอคอยอาบิสจริงๆ น่ะเหรอ?”


  “นั่นสินะ ถึงจะสำรวจแถวนี้ไปก็ดูท่าจะไม่ได้อะไรอยู่ดีน่ะนะ”


  “นั่นสิคะ ถ้าอย่างงั้นภารกิจสำรวจในวันนี้เปลี่ยนเป็นหอคอยอาบิสค่ะ”

  ลูน่าเปลี่ยนแปลงภารกิจและยืนยันให้ไปสำรวจหอคอยอาบิสแทน


  “อย่างนี้นี่เอง เครื่องชักจะติดแล้วสิ!!”

  สการ์เลตทำหน้าเหมือนจะเตรียมที่จะไปสำรวจหอคอยอาบิส


  “แต่เท่าที่ดู มันก็เป็นแค่ซากหอคอยเก่าไม่ใช่เหรอ? ดูสิ...แสงอาทิตย์ยังส่องทะลุมันลงมาเลย”เบลซพูด


  “แน่นอน ก็เพราะว่ามีเขตอาคมลวงตากางไว้ยังไงล่ะ”

  สการ์เลตพูด


  “ที่นั่นมีอาวุธเทพสมัยโบราณหลับไหลอยู่เต็มไปหมด เพื่อที่ไม่ให้โดนขโมย มันจึงต้องสร้างภาพลวงตาให้ดูเข้ากับซากปรักหังพังพวกนี้”


  โทโยฮิเมะพูด


  “ไม่ให้โดน ’ขโมย’ งั้นเหรอ?”

  เบลซพูด


  “ใช่ ที่ฉันได้ครอบครองฮิซาเมะก็ไปขโมยออกนี่แหละ”


  “ขโมยมางั้นสินะ”


  “โบราณสถานต้องโดนบุกรุกถึงจะมีค่าค่ะ”


  “อย่างนั้นเหรอ?”


  “อย่างนั้นแหละค่ะ”


  “แล้ว...จะเข้าไปในหอคอยนั่นยังไงดีล่ะ”


  “ใช้พลังดาบเพลิงพิพากษาของอาจารย์โจมตีใส่ให้อาคมลวงตาสลายไปน่าจะดีกว่าค่ะ”

  ลูน่าแนะนำ


  “อย่างนี้นี่เอง จะให้ทำแบบเดียวกับตอนที่อยู่ในมิติป่าวงกตยังงั้นสินะ”


  เบลซชักดาบออกมาจากฟักพร้อมกับเรียกพลังเปลวเพลิงออกมา แต่ในระหว่างที่เบลซกำลังชาร์ตพลังและเตรียมสะบัดโจมตี จู่ๆ ก็มีแสงสว่างส่องลงยังกลุ่มของพวกเขา แถมต้นตอที่แสงส่องลงมา มันมาจากยอดหอคอยอาบิส


  “แสงนี่มันอะไรน่ะ!!”

  เบลซพูดขึ้น


  “ดูเหมือนว่ามันจะมีปฏิกิริยากับพลังของอาจารย์น่ะค่ะ”

  ลูน่าพูด


  “มีปฏิกิริยาพลังงานรุนแรงมาจากยอดหอคอย”

  โทโยฮิเมะสัมผัสได้จึงพูดขึ้น


  “แย่แล้ว ไอ้นั่นมันลำแสงแบบเดียวกันกับตอนที่เมืองถูกทำลาย!!”


  ซู่ว!!

  ลำแสงถูกยิงมาจากบนยอดหอคอยมาอย่างรวดเร็ว เบลซเองก็เพิ่งจะชาร์ตพลังเสร็จ เขาก็ตวัดคลื่นพลัง ‘เมเทโอ ดรากูล’ สวนกลับไป คลืนพลังเปลวเพลิงสีแสดได้เข้าปะทะกับลำแสงเข้าอย่างจัง จนเกิดแสงสว่างจ้าขึ้น และส่งผลกระทบให้กลุ่มของพวกเขา จนกระทั่ง…


  “เฮ้!! ทุกคนอยู่ที่ไหนกันน่ะ!!”


  เบลซตะโกนเสียงหา ลูน่า โทโยฮิเมะ และสการ์เลต หลังถูกแสงสว่างจ้าเมื่อกี้พาตัวพวกเขาเข้ามาในตัวหอคอยอาบิส แต่ตอนนี้พวกเขากลับถูกจับแยกไปตรงไหนแล้วก็ไม่รู้


  “ช่วยด้วย!! ใครก็ได้ช่วยฉันที!!”


  เสียงของลูน่าดังมาจากข้างบน เบลซเงยหน้าก็พบกับภาพเซอร์วิสที่ว่า ลูน่าติดอยู่บนเขารูปปั้นปีศาจในสภาพที่หัวห้อยลงมา ส่วนกระโปรงถลกเปิดให้เห็นกางเกงใน จนเบลซยืนดูอย่างเงียบๆ จนเจ้าหล่อนขว้างมีดสั้นปักเข้าไปที่หัวตาย


   “โอย...เห็นว่าฉันมีพลังอมตะในตัวก็ทำแบบนี้กันเลยนะ...”


  “ก็คุณมันโรคจิตนี่คะ แทนที่จะขึ้นมาช่วยแต่กลับยืนดูอยู่แบบนั้น”


  “ก็แหม่ ถ้าขืนฉันขึ้นไปช่วยแล้วไปแตะโดนอะไรดีๆเข้า เธอก็ฆ่าตายฉันอยู่ดีล่ะน่า...”


  สุดท้ายแล้วเบลซก็ช่วยลูน่าลงมาได้สำเร็จกับการแลกชีวิตไป 3 ชีวิต


  “เฮ้อ สมกับเป็น ‘ลำแสงแห่งเทพ’ ของหอคอยอาบิส นึกว่าจะไม่รอดซะแล้วสิ”

  สการ์เลตเดินต้อยๆ มาในสภาพที่สะบักสะบอม ชุดเกราะของเธอแตกหักจนให้สัดส่วนอันเซ็กซี่ที่อยู่ภายใต้ชุดเกราะ เบลซนั่งมองสการ์เลตที่กำลังเดินมาอย่างใจจดใจจ่อ สุดท้ายแล้วก็ถูกลูน่าฆ่าตายไปอีกหนึ่งชีวิต


  ชิ้ง!!

  ระหว่างที่เบลซกำลังจะคืนชีพกลับมาอยู่นั้น เกล็ดน้ำแข็งจำนวนมากก็พุ่งมาใส่พวกเขา


  “พลังนี่มันของโทโยฮิเมะนี่?”

  สการ์เลตพูดขึ้น


  “เธออยู่ตรงนั้นไง!!”

  ลูน่าชี้นิ้วไปที่โทโยฮิเมะที่ยืนอยู่บนรูปปั้นปีศาจตรงที่เธอเคยติดคาอยู่ตรงนั้น


  ฟิ้วๆๆ

  โทโยฮิเมะโจมตีด้วยเกล็ดน้ำแข็งใส่พวกเขาอีกครั้ง ต่างคนต่างกระโดดไปคนละทิศละทางและหาที่ซ่อน


  “ยัยนั่นเป็นอะไรเนี้ย!! ทำไมถึงโจมตีใส่พวกเราล่ะ!?”

  เบลซพูดขึ้น


  “ดูเหมือนว่าจะถูกควบคุมอยู่ยังไงไม่รู้สิ”

  สการ์เลตตอบกลับไปพร้อมกับชี้นิ้วไปที่ลูกแก้วสีแดงที่ลอยอยู่บนหัวของโทโยฮิเมะ


  “สงสัยจะโดนระบบรักษาความปลอดภัยของหอคอยอาบิสควบคุมอยู่นะคะ”

  ลูน่าตะโกนเสียงไปหาเบลซกับสการ์เลต


  โทโยฮิเมะปล่อยเกล็ดน้ำแข็งใส่แต่เบลซคนเดียว ลูน่าคิดว่าเจ้าระบบรักษาความปลอดภัยมันจะมีปฏิกิริยาอะไนบางอย่างกับเบลซ เธอก็เลยตะโกนเสียงไปหาเบลซว่า


  “ที่เธอไม่โจมตีพวกฉัน มันอาจจะเป็นเพราะเจ้าระบบรักษาความปลอดภัยนั่นมีปฏิกิริยากับพลังในตัวของอาจารย์ก็เป็นได้นะคะ”


  “ถ้างั้นฉันจะเป็นตัวล่อให้ ลูน่ากับสการ์เลตช่วยหาทางจัดการเจ้าลูกแก้วนั่นให้ทีนะ!”

  เบลซวิ่งอ้อมรูปปั้นหาจุดที่พอจะเป็นเป้าล่อได้ เขาเงยหน้าออกมาแล้วตะโกนเสียงออกไปว่า


  “เฮ้ย! เพชรฆาตวิหคอมตะอยู่ตรงนี้เฟ้ย!!”


  โทโยฮิเมะที่ถูกควบคุมก็ปล่อยเกล็ดน้ำแข็งใส่เบลซไม่ยั้งจนเกิดช่องโหว่ สการ์เลตใช้โอกาสนี้กระโดดเตะลูกแก้วแดงแตกสลายหายไป โทโยฮิเมะวูบลงพื้นทันทีหลังลูกแก้วแดงถูกทำลาย


  วิ้วๆๆ

  ลูกแก้วแดงหรือตัวระบบรักษาความปลอดภัยตัวอื่นๆ แห่มายังจุดที่พวกเบลซอยู่ พวกเขาเห็นท่าไม่ดีจึงพากันวิ่งหนีหาที่ซ่อน ถ้าหากขืนไปต่อกรกับพวกมันล่ะก็ มีหวังโดนควบคุมเหมือนโทโยฮิเมะแน่ๆ และตอนนี้ทุกคนก็วิ่งเข้าไปแอบในห้องเก็บสัมภาระของหอคอยอาบิส


  “ดูเหมือนตอนนี้เจ้าพวกระบบรักษาความปลอดภัยจะยอมบินอยู่รอบๆ แบบสงบเสงี่ยมแล้วล่ะนะ”

  สการ์เลตแอบโผล่หน้าออกมาดูเหล่าลูกแก้วแดงที่กำลังลอยลาดตระเวนหาผู้บุกรุก


  “ช่างประมาทยิ่งนัก ไม่นึกเลยว่าตัวฉันที่เป็น ทรี ออฟ การ์ด จะโดนควบคุมเอาง่ายแบบนั้น”

  โทโยฮิเมะนั่งทำหน้าเศร้า


  “ฉันรู้สึกได้ถึงพลังชีวิตจากเจ้าลูกแก้วพวกนั้น ตกลงมันเป็นอะไรกันแน่?”

  เบลซพูดขึ้น


  “ตัวฉันที่ถูกควบคุมเอาไว้ พอดีไปได้ยินเสียงของพวกเขาน่ะค่ะ”


  “พวกเขานี่คือ?”


  “พวกเหล่า ‘ลาดตระเวนยิงลำแสงจิ้วๆ’ ไงคะ”


  “นั่นชื่อของพวกมันเหรอ?”

  เบลซทำท่าทางเหมือนไม่ค่อยจะเชื่อสักเท่าไหร่


  “พวกเขาจะยิงเลเซอร์จัดการพวกหัวขโมยอย่างเต็มแรงค่ะ แถมยังเป็นเลเซอร์เวทมนตร์ที่ทำให้พลังมานาในร่างกายเกิดการปั่นป่วนในกรณีที่เลวร้ายที่สุด มันอาจจะทำให้เกิดการทำลยตัวเองก็ได้ค่ะ”


  “อึ๋ย..!”

  เบลซนึกตัวเองตอนที่ถูกพวกมันยิง เขาเห็นภาพตัวเองกำลังทำการระเบิดตัวเองแล้วชิ้นส่วนต่างๆ กระจัดกระจายไปละทิศละทาง ถ้าเขาจะคืนชีพกลับมาก็คงจะภาพที่สยดสยองสุดๆ


  “ยะ...อย่างนี้นี่เอง แล้วพวกนั้นว่าไงบ้างล่ะ?”


  “ถ้าจะให้แปลล่ะก็ ฮ่าๆๆๆ มีเพชรฆาตฯ มาด้วยนี่หว่า ฮ่าๆๆ ฉันจะสอบมันเอง ฮ่าๆๆๆ เขาว่างี้ค่ะ”


  “ช้าก่อนๆ”


  “มีอะไรเหรอคะ?”


  “เปล่า ถ้าจะแปลจะหรืออะไรก็ไม่รู้ล่ะ แต่พูดมันชักจะเหมือนพวกนักเลงข้างทางน่ะ”


  “เขาว่างี้จริงๆ นะคะ ตัวฉันอุตส่าห์แปลให้อย่างจริงจังนะคะ”


  โทโยฮิเมะทำหน้าตาเหมือนจะบอกว่าเธอไม่ได้เป็นคนใส่คำพูดเข้าเอง แต่เป็นเจ้าพวกลูกแก้วแดงพวกนั้นต่างหาก อะไรมาณนั้น


  “จะยังไงก็ช่าง ดูเหมือนเราจะอยู่ที่นี่ต่อไม่ได้แล้วล่ะมั่ง?”


  สการ์เลตพูดแทรกเข้ามาขัดจังหวะ เพราะเหล่าลูกแก้วแดงพวกนั้นจะมาลาดตระเวนในห้องเก็บสัมภาระในอีกไม่ช้านี้ ตอนนี้พวกเขาต้องหาทางที่จะไปจากห้องนี้และจะจัดการกับเจ้าลูกแก้วพวกนี้ยังไง


  “ในหอคอยอาบิสนี้มี ‘ลิฟต์เวทมนตร์’ อยู่ ลิฟต์สำหรับลงไปยังชั้นล่างสุด ประตูลิฟต์จะอยู่ที่ชั้น 1 กับชั้น 5 เท่านั้น และตอนนี้พวกเราก็อยู่ชั้นที่ 3”


  “ท่านสการ์เลตรู้ละเอียดจังเลยนะคะ อ๋อ...อย่างนี้นี่เอง คุณเป็นคนของ ‘นักบุญแห่งสมบัติลับ’ สินะคะ”


  ลูน่าพูดขึ้น


  “นักบุญแห่งสมบัติลับ?”

  เบลซทำหน้างง


  “ชนเผ่าที่คอยปกป้องดูแลสมบัติที่ถูกผนึกไว่ตามโบราณสถาน หรือปราสาทโบราณจากพวกหัวขโมยน่ะค่ะ”


  ลูน่าอธิบาย


  “เป็นเรื่องสมัยก่อนน่ะ ตอนนี้ฉันก็เป็น ‘อัศวิน’ แล้วด้วย แต่ก็เป็นความจริงอย่างที่ลูน่าพูด ที่ว่าฉันเคยเป็นผู้ดูแลโบราณสถานแห่งนี้ในฐานะนักบุญแห่งสมบัติลับ แต่ว่าอาวุธที่เคยอยู่ที่นี่เกิดแปรปรวนขึ้น มันทำลายเมืองที่ฉันเคยอยู่รวมถึงคนอื่นๆ นอกจากฉันตายไปจนหมด เพราะงั้นเมืองที่ล้อมวงหอคอยนี้ไว้ก็กลายเป็นทุ่งร้างยังไงล่ะ”


  “เสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นนะ และก็ขอโทษด้วยที่ฉันดันอยากรู้เรื่องนี้...”

  เบลซก้มหน้าขอโทษ


  “ฮ่าๆๆ ไม่เป็นไรๆ เรื่องมันก็ผ่านมาหลายปีแล้ว”

  ถึงแม้สการ์เลตจะหัวเราะเพื่อกลบเกลื่อนอารมณ์เศร้าที่ในใจเอาไว้ แต่เบลซก็รู้สึกได้ว่าเธอคนนี้เคยมีชีวิตอย่างยากลำบาก ถึงว่าทำไมลูกเตะของเธอถึงได้หนักหน่วงขนาดนั้น ตอนที่สมัครเข้ามาเป็นอัศวิน


  “ขออภัยที่ขัดจังหวะตอนคุยกันอยู่นะคะ ตอนนี้พวก ‘ลำแสงที่ลาดตระเวนไปทุกที่’ กำลังเริ่มเข้ามาใกล้ทางนี้แล้วนะคะ”


  โทโยฮิเมะพูดขึ้น


  “เฮ้ย! ทำไมชื่อมันเปลี่ยนไปล่ะ!?”


  เบลซเดินมายืนอยู่ข้างๆ โทโยฮิเมะแล้วแอบโผล่หน้าออกไปดูข้างนอกประตู


  “ครั้งนี้คุณเบลซคงได้พรุนเป็นรังผึ้งรอบทิศทางแน่ค่ะ”


  “นั่นสินะ จำนวนตั้งขนาดนั้น”

  เบลซหันหน้าไปมองสการ์เลตที่กำลังวอร์มอัพอยู่


  “เฮ้ สการ์เลต ช่วยใช้ลูกเตะทรงพลังนั่นซัดพวกมันให้ปลิวทีสิ”


  “อืม… ก็อยากทำแบบนั้นอยู่หรอกนะ แต่ร่างกายฉันตอนนี้คงจะโจมตีหนักๆ ไม่ไหวหรอก”


  “เพราะโดนลำแสงแห่งเทพเข้าไปเมื่อตอนนั้นสินะคะ พลังโจมตีก็เลยต่ำลงไป”

  ลูน่าพูด


  “นั่นสิน้า ถ้าสักตัวเดียวก็ยังพอไหวอยู่หรอก อีกอย่างถ้าเจ้านั่นมาอยู่บนหัวอีกล่ะก็ พวกเราทุกคนก็คงไม่แคล้วโดนควบคุมอีกแน่”


  “สรุปก็คือให้ฉันกับลูน่าใช้ดาบเพลิงพิพากษาลุยเข้าไปสินะ”

  เบลซพูด


  “อ๊ะ! แต่ว่าฉันสัมผัสได้ถึง ‘แอนตี้เมจิก’ จากเจ้าพวกลูกแก้วนั่นนะคะ”

  ลูน่าพูดแทรกเข้ามา


  “แอนตี้เมจิก?”

  เบลซทำหน้างง


  “การ ‘สะท้อนเวทมนตร์’ ไงคะ พวกที่เป็นคริซตัลหรือลูกแก้วส่วนใหญ่จะเป็นสายสะท้อน หัดจำเอาไว้ด้วยนะคะ อาจารย์”


  “อ่า...”

  เบลซทำหน้าหงอยเพราะถูกลูกศิษย์สั่งสอนซะเอง


  “การโจมตีด้วยเปลวเพลิงก็ด้วยเหรอ?”

  เบลซหันถามโทโยฮิเมะ


  “ก็ไอ้นั่นของคุณมันเป็นการปล่อยเวทออกมาล้วนๆ ถ้าขืนออกไปก็ถูกสะท้อนกลับมาอยู่ดี”


  “โอ้ย!! ยุ่งยากชะมัด ฉันเกลี่ยดพวกสายสะท้อน!!”


  “ถ้าอย่างนั้นก็เหลือแค่ฉันสินะ”

  สการ์เลตพูดขึ้น


  “ก็คงจะอย่างนั้นแหละ เพราะการโจมตีของเธอมันเป็นแบบกายภาพ”


  “ถ้าฉันมีท่าที่โจมตีเร็วๆ เหมือนองค์หญิงแวมไพร์เซชิเลียก็คงดีหรอก!”


  “หนูมีนะคะ ท่าที่โจมตีได้รวดเร็วน่ะ”


  ไอริไม่รู้อยู่ดีๆ โผล่มาจากไหน เธอมาปรากฏตัวอยู่กลางวงของพวกเบลซที่กำลังนั่งประชุมแผนกันอยู่ ทุกคนต่างพากันตื่นตกใจกับการปรากฏตัวของเธอ


  “ไอริ!? ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ!?”

  เบลซถาม


  “ก็ตอนที่ท่านพี่กำลังเก็บข้าวของตอนนั้น หนูก็แอบใช้พลังพรางกายแล้วแอบติดตามพวกท่านพี่จนมาถึงที่นี่นั่นล่ะค่ะ”


  “นี่จะบอกว่าตอนที่พวกเราโดนลำแสงแห่งเทพโจมตี และถูกพวกลูกแก้วแดงไล่ยิงนั่น เธอก็อยู่ในเหตุการณ์ตลอดเลยงั้นเหรอ?”


  “ค่ะ!”


  “แล้วทำไมไม่โผล่ออกมาทำลายพวกมันไปซะตั้งแต่ตอนนั้นล่ะ ห๊า! ยัยเด็กบ้านี่”

  เบลซกำมือแล้วบิดหัวไอริ


  “โอ้ย! เจ็บๆๆ”


  “ที่เธอบอกว่ามีท่าที่โจมตีรวดเร็วน่ะ เป็นความจริงรึเปล่า?”

  สการ์เลตเดินเข้ามาถาม


  “อิ้อ ตัวหนูคือ ไอริ เป็นเพชรฆาตผู้ซื่อตรง แถมยังมีชื่อในหมู่คุณลุงคุณป้าแถวบ้านด้วยนะคะ!”


  “เวอร์ไปแล้ว เวอร์ไป”

  เบลซพูด


  “ถ้าอย่างงั้นหนูไปจัดการพวกมันก่อนนะคะ”

  ไอริพูดจบแล้วก็หายวับไปทันที


  ตุบตับๆ อีโล้ง โช้งเช้ง โพล้งเพล้ง!!

  หลังไอริหายตัวไป ก็มีเสียงการต่อสู้ดังมาจากข้างนอก เบลซเตรียมจะโผล่หน้าออกไปดู แต่ไอริก็กลับเข้ามาในห้องแล้ว


  “กลับมาแล้วค่ะ”


  “ไวโคตร!!”


  พอรู้ว่าไอริจัดการพวกลูกแก้วแดงหรือระบบรักษาความปลอดภัยไปเรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็ต่างพากกันวิ่งขึ้นไปยังชั้นถัดไป แต่ดูเหมือนว่ามีอะไรบางอย่างที่มีพลังมหาศาลมากๆ ยืนขวางทางพวกเขาอยู่


  คลื่น…

  แรงกดดันอันมหาศาลนี้ทำให้พวกเบลซไม่มีแรงจะวิ่งขึ้นไปยังชั้นถัดไปต่อได้


  “อะไรกันน่ะ!? เกิดอะไรขึ้นน่ะ ลูน่า!?”

  เบลซหันไปถามลูน่า


  “อาจารย์คะ!! ข้างหน้าพวกเรามีตัวอันตรายกำลังขวางทางอยู่ค่ะ”

  ลูน่าตอบกลับไป


  “สัมผัสนี่มัน!? ปีศาจที่อยู่ในระดับสิบขุนพลของจอมมาร!!”

  โทโยฮิเมะพูด


  “เป็นไปไม่ได้ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แบบนี้มันจะมาอยู่ในนี้ได้ยังไง!?”

  สการ์เลตพูด


  ตัวปีศาจที่พวกเธอกำลังพูดถึงอยู่นั้น กำลังเดินตรงเข้ามาอย่างช้าๆ เสียงฝีเท้าที่กระทบกับพื้นเสียงดังเหมือนใส่รองเท้าเหล็ก


  “เฮ้ยๆๆ”


  เบลซเริ่มเหงือตกเมื่อได้เห็นปีศาจที่กำลังปรากฏตัวออกมา แสงแดดที่ส่องผ่านช่องหน้าต่างของหอคอยค่อยๆ เผยรูปร่างหน้าตาให้พวกเขาได้เห็นอย่างชัดเจน ตัวตนของมันคือชายร่างใหญ่สวมชุดเกราะสีดำทมิฬ มือขวาถือดาบเพลิงพิพากษาขนาดใหญ่และปล่อยเปลวเพลิงออกมาตลอดเวลา


  คราวนี้เป็นตัวจริงสินะ แบล็กฮาร์ด...





++++++++ To Be Continued ++++++++






ปิด

ประกาศจาก Admin

ช่วยบริจาคค่า VPS หน่อยจ้า
ช่วยบริจาคค่า VPS หน่อยจ้า
ช่วยหน่อยเนอะ ไม่ได้บังคับนะเออ เเต่สักหน่อยก๊ยังดี ^^

ดู »

ThaiZeed

GMT+7, 21-10-2018 14:39 , Processed in 0.043782 second(s), 16 queries , Xcache On.

Powered by Discuz!

© 2001-2012  Template BY: GDC & 2th