เมนูเพิ่มเติม
เข้าชม: 266|ตอบกลับ: 0

[Prince Member]


Saitama Inori วันแม่ 2559

  • โมเอะ: 1288
  • Money: 1998
  • Tz: 1297
  • Posts: 321
  • Donate: 0 THB
  • Joined: 14-11-2015
พลังน้ำใจ: 4560
   Pet:
Rachel Alucard
อะไรเหรอ?

โพสต์เมื่อ 15-8-2018 11:36:15 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Eifer เมื่อ 15-8-2018 11:52


Blaze Heatnix เบลซ ฮีทนิกซ์ เพชรฆาตวิหคอมตะ

ตอนที่ 11 : ผู้ครองอาวุธเทพทั้งสอง









  “บัดซบที่สุด!!”


  รีเบคก้าฉีกเอกสารที่ถูกส่งมาจากหน่วยสอดแนมมาว่ากองทัพของแบล็กฮาร์ดพ่ายแพ้ให้กับวิหารแสงจันทร์ สีหน้าของเธอดูเคลียดแค้นมาก


  “บันดาลโทสะอยู่สินะครับ”


  ปีศาจโครงกระดูกสวมผ้าขาดๆ สีดำ ลอยเข้ามาในห้อง


  “เดธเหรอ?”


  “ครับ”


  “เจ้าน่ะ ได้ยินเรื่องมาแล้วใช่มั้ย?”


  “เรื่องการตายของท่านแบล็กฮาร์ดสินะครับ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง...”


  “ถ้าไม่จริงใจก็ไม่ต้องพูด ข้าไม่ได้ร้องขอความเห็นใจจากเจ้า”


  “ต้องขออภัยด้วยครับ แค่การปะทะกันด้วยทหารยังพอเข้าใจ แต่ไม่คิดว่าทัพวิหารแสงจันทร์จะล้มมังกรได้”


  “ฝีมือของ ’เพชรฆาตวิหคอมตะ’ สินะ?”


  “ไม่ผิดแน่นอน หญิงสาวผู้ที่ครองพลังวิหคเพลิง มีพลังในการสยบมังกรอย่างง่ายดาย”


  “ได้ข่าวว่าตัวมันหายสาบสูญไปนานนี่ แล้วทำไมมันถึงโผล่มาอยู่ในศึกครั้งนี้ด้วย”


  “เรื่องนั้น ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ”


  “อืม แล้วมังกรตัวใหม่จะเตรียมพร้อมได้อีกเมื่อไหร่?”


  “ต้องใช้เวลาเตรียมการประมาณหนึ่งเดือนครับ”


  “ช่วยไม่ได้ เห็นทีข้าจะต้องบุกไปที่นั่นด้วยตัวของข้าเองดีมั้ย?”


  ตัดภาพมาที่เมืองอาลซัส หญิงสาวผมบรอนที่รวบผมทรงทวินเทล กำลังขี่ม้าสำรวจความเรียบร้อยของไร่นาที่อยู่ไม่ห่างจะตัวเมืองนัก ชาวไร่ที่กำลังทำไร่ทำสวนเห็นหญิงสาวคนนี้ขี่ม้าผ่านมา พวกเขาโบกเมืองให้กับเธอ


  “สวัสดีครับท่านเจ้าเมือง”


  “ไงคะทุกคน ไร่นาเป็นยังไงบ้าง”


  “ก็อุดมสมบูรณ์อย่างที่เห็นน่ะครับ”


  ซอร์เนียร์ส่งยิ้มให้กับทุกคน เธอนึกภาพย้อนกลับไปตอนที่พ่อของเธอได้เคยพามาดูพื้นที่ไร่นาแห่งนี้แล้วกล่าวคำพูดออกมาว่า


  “ซอร์เนียร์ เซฟเฟี้ยน เจ้าเห็นพวกเขารีเปล่า?”


  “เห็นค่ะ”


  “พวกเขาทำไร่ทำนาทุกวัน ทำแบบนี้อยู่เสมอก็เพื่อให้มีชีวิตรอด แต่รู้ไหมทำไมข้ากับเจ้าถึงไม่ต้องทำ”


  “ทำไมเหรอคะ?”


  “ฟังนะซอร์เนียร์ พวกเราอยู่เพื่อเวลามีเหตุไม่คาดฝัน เวลาที่พบกับความยากลำบากที่พวกเขาไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เราต้องพยายามเพื่อมอบวันอันสงบสุขให้พวกเขา นี่คืองานของเรา”


  “งั้นเหรอคะ?”


  “อย่าลืมซะล่ะ เจ้าเมืองมีขึ้นเพื่อสิ่งนี้”


  ซอร์เนียร์ยึดมั่นกับคำสั่งสอนที่พ่อของเธอพูดกล่าวเอาไว้


  “อ๊ะ ได้เวลาต้องกลับแล้วสินะ”


  ซอร์เนียร์ควบม้ากลับเข้าไปในเมือง พอเธอกลับเข้ามาในเมืองแล้วก็เดินตรงเข้าไปในโรงเก็บม้า


  “อ๊ะ! ม้าตัวนี้ของท่านพ่อนี่!?”


  ซอร์เนียร์เห็นม้าของพ่อเธออยู่ในโรงเก็บ เธอรีบวิ่งตรงเข้าไปในคฤหาสน์เพื่อที่จะได้ไปพบหน้าพ่อของเธอ


  “ท่านพ่อมาเมื่อไหร่คะ ทำไมถึงไม่ส่งข่าวมาให้...”


  พอซอร์เนียร์เปิดประตูพุ่งพรวดเข้าไปในห้องรับแขก เธอก็ต้องเจอกับสิ่งที่มีแต่ความกดดันลอยฟุ้งเต็มห้องไปหมด เพราะพ่อของเธอนั่งอยู่บนโซฟาแล้วจ้องเขม็งลูน่าที่นั่งอยู่บนโซฟาอีกฟาก พอหญิงสาวผู้เป็นเจ้าเมืองเข้ามาข้างในแล้ว ชายแก่ผู้ที่เป็นพ่อก็หันหน้ามาหาเธอ


  “กลับมาแล้วเหรอ ซอร์เนียร์”


  “ค่ะ ลูกกลับมาแล้ว”


  “ข้าได้ข่าวมาว่าเมืองอาลซัสถูกกองทัพปีศาจบุกเข้ามา จึงรีบตรงดิ่งมาที่นี่โดยที่ไม่ได้ส่งข่าวมาหาเจ้า แต่พอข้ารู้ว่าเจ้าปลอดภัยดีก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาหน่อย”


  “ขอโทษที่ทำให้ท่านพ่อเป็นห่วงค่ะ”

  ซอร์เนียร์ก้มหัวขอโทษ


  “ซอร์เนียร์ ข้ามีเรื่องอยากจะถามเจ้าหน่อย”


  “คะ?”


  “ทำไมคฤหาสน์หลังนี้ถึงมีสตรีที่ไม่รู้จัก พอข้าถามแล้วทางวิหารแสงจันทร์บอกให้ไปถามกับเจ้าเมืองอาลซัส เล่ามาให้ละเอียดหน่อยละกัน ข้าขอฟังจากปากของเจ้า”


  หลังจากที่ซอร์เนียร์ถูกเรียกให้เข้ามานั่งร่วมโต๊ะ เธอก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเมืองอาลซัสให้กราฟฟัง


  “อย่างนี้นี่เอง องค์หญิงลูน่าไชลด์ ก่อนอื่นต้องขออภัยที่สงสัยในคำพูดของท่าน”


  “ช่วยไม่ได้นี่คะ ข้าเองก็ต้องขออภัยที่เสียมารยาทเช่นกัน”


  ทั้งสองคนก้มหัวขอโทษให้กันและกัน


  “มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเหรอคะ พี่ลูน่า”

  ซอร์เนียร์เอียงตัวเข้าไปถาม


  “เพราะลอร์ดกราฟมาถึงตอนที่ข้ากำลังตรวจสอบเอกสารอยู่ ก็เลยออกไปต้อนรับน่ะ”


  “ข้าเองก็ยอมรับว่าทำอะไรวู่วาม เพราะความเป็นห่วงลูกสาวของข้า แต่พอตั้งใจจะมาพบเจ้า ที่เมืองก็มีธงของวิหารแสงจันทร์ปักอยู่ที่หน้าประตูเมือง แถมที่คฤหาสน์ก็มีผู้บัญชาการของวิหารแสงจันทร์อยู่ด้วย ก็เลยคิดว่ามันเกิดอะไรขึ้น”


  กราฟเล่าเรื่องทั้งหมดที่เขาเดินทางมาถึงเมืองนี้ให้ทั้งสองคนฟัง


  ตัดภาพที่เมืองหลวงของจักรวรรดิ แอสเทียที่เพิ่งจะขี่ม้ามาถึงก็ลงจากหลังม้า เธอเดินเข้ามาภายในเขตปราสาทแล้วหยุดอยู่ตรงหน้าประตู


  “ท่านแอสเทีย ขอเสียมารยาทช่วยแสดงวีรัลท์จะได้ไหมครับ”

  ทหารเฝ้าประตูพูดขึ้น


  “ขนาดปิดหน้ามิดชิดแบบนี้ ก็รู้เร็วจริงนะว่าเป็นข้า”

  แอสเทียถอดหมวกผ้าคลุมออก


  “เห็นรถม้าของหน่วยเฝ้าชายเขตแดนมนุษย์และปีศาจฝั่งใต้จอดอยู่ข้างกำแพง อย่าบอกนะว่า...”


  “ครับ ตอนนี้ท่าน ’โทโยฮิเมะ’ อยู่ข้างในครับ”


  “โทโยฮิเมะรึ?”

  แอสเทียเอ่ยชื่อนี้ขึ้นมาแล้วก็เดินเข้าไปในตัวปราสาทเพื่อเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิ์


  “แอสเทีย เซฟาริม ข้าได้ยินมาว่าเจ้าพาทหารเข้ามาเต่อสู้ในเมืองอาลซัสที่อยู่ในเขตของจักรวรรดิ เป็นความจริงหรือไม่?”


  “ตรงตามที่ฝ่าบาทตรัสมาเพคะ”


  “มีเหตุผลอะไรไหนลองว่ามาสิ?”


  แอสเทียเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสงครามที่เกิดขึ้นในเมืองอาลซัสให้องค์จักรพรรดิ์ฟัง


  “เข้าใจล่ะ สาเหตุที่กองทัพของราชินีซัคคิวบัสยกทัพไปที่เมืองอาลซัส นั่นก็เพราะว่ามีแบล็กฮาร์ดมาเป็นผู้บัญชาการ เค้ารู้เรื่องภูมิประเทศภายในจักรวรรดิแทบจะทั้งหมด ข้าต้องขอบใจเจ้ามากที่ยกทัพมาปกป้องเมืองอาลซัสของเรา เห็นทีต้องให้รางวัลสักหน่อยแล้ว”


  “หม่อมฉันไม่...”


  แอสเทียพยายามจะปฎิเสธไม่รับของรางวัล แต่องค์จักรพรรดิ์ก็ดื้อดึงที่จะมอบของรางวัลให้กับแอสเทีย เพราะเธอคือธิดาของพระองค์ สุดท้ายแล้วเธอก็ต้องรับของรางวัลมา


  “เฮ้อ… ในที่สุดก็ผ่านไปได้ด้วยดี”

  แอสเทียเดินเข้ามานั่งพักผ่อนในสวนหย่อม บิดขี้เกียจซ้ายขวา ยืดตัวเพื่อคลายความเหนื่อยล้า และปิดท้ายด้วยการหาวปากกว้าง


  “ยังไร้สมบัติผู้ดีเหมือนเดิมนะ แอสเทีย เซฟาริม”


  หญิงสาวผมสีชมพูเข้มมัดทรงหางม้า ในชุดกิโมโนรูปดอกซากุระ ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าแอสเทีย


  “เจ้าก็ด้วยนะ ยังไม่โตเหมือนเดิมเลยนี่ โทโยฮิเมะ”


  แอสเทียเอ่ยชื่อหญิงสาวผมสีชมพูเข้มที่ยืนอยู่ตรงหน้า หญิงสาวผมสีขาวเงินลุกจากเก้าอี้แล้วเดินไปประจันหน้าใกล้ๆ พอเธอเดินไปถึงแล้วก็เห็นชัดเลยว่าแอสเทียตัวสูงกว่า และหน้าอกใหญ่กว่าอย่างเห็นได้ชัด


  “เห็นทีต้องสอนวิธีเพิ่มส่วนสูงให้แล้วละมั้ง แถมวิธีเพิ่มขนาดหน้าอกด้วย”


  “คนไร้มารยาทริอ่านจะสอนคนอื่นแบบนี้ อยากเลือดตกยางออกรึ?”


  “การปฏิเสธน้ำใจฝ่ายตรงข้ามด้วยการดูหมิ่น นี่เป็นคำตอบรับของผู้ดีงั้นเหรอ?”


  “ความหวังดีของเจ้าคือการเยาะเย้ยปมด้อยเรื่องร่างกายของผู้อื่นหรือไง? กลับไปเรียนเรื่องมารยาทใหม่ซะนะ แอสเทีย เซฟาริม”


  “เสียใจด้วย เพราะก่อนจะได้เป็นราชินี ข้าเคยใช้ชีวิตแบบไม่สนมารยาท”


  “นิสัยและมารยาทเป็นสิ่งที่ปลูกฝังได้ด้วยความพยายามและความตั้งใจ แต่ตอนที่อยู่ในห้องพระโรงเมื่อครู่นี้ ข้ากลับไม่รู้สึกถึงคุณสมบัติในการเป็นราชินีจากเจ้าเลย”


  “เห๊อะ ผู้หญิงที่ชอบใส่ชุดกิโมโนลายดอกซากุระเดินไปไหนมาไหนในปราสาทนี่ กล้าพูดเรื่องคุณสมบัติเนอะ”


  แอสเทียชี้ไปที่เสื้อกิโมโนของโทโยฮิเมะ ถ้าจะสังเกตดีๆ ก็จะเห็นว่าเนื้อผ้ามันบางจนแทบจะมองเห็นข้างใน และแน่นอนว่าเธอโนบรา 100%


  “ฮึ่ย!!!”


  โทโยฮิเมะทำหน้าไม่พอใจอย่างมาก เธอเรียกดาบออกมาจากวงแหวนเวทย์ ดาบคาตานะที่เธอเรียกมามันไม่ใช่ดาบคาตานะธรรมดา มันคือคาตะนะน้ำแข็งที่มีชื่อว่า ‘ฮิซาเมะ (พิรุณน้ำแข็ง)’หนึ่งในอาวุธเทพที่อยู่ในกลุ่มประเภทที่หนึ่ง


  “วันนี้ไม่ได้อยากจะโชว์ร่างกายให้ดูซะหน่อย ข้าน่ะต่างกับเจ้าที่ไม่รู้จักกาลเทศะ”


  โทโยฮิเมะปล่อยไอเย็นออกมาจากดาบ


  “ที่ว่าเมื่อก่อนราชินีต้องถือตัวถือศักดิ์ศรีนี่เพิ่งเคยได้ยินนะเนี้ย ที่เจ้าบอกว่าเรื่องเพ้อเจ้อของเจ้าเป็นสามัญสำนึกน่ะ ข้าว่ามันยังไงๆ อยู่นะ”


  แอสเทียเองก็เรียกโล่อีจิสออกมาเช่นเดียวกัน


  ซูมมมมม!!


  พลังออร่าของผู้ครองอาวุธเทพทั้งสองได้เข้าปะทะกันจนเกิดลมพัดอย่างรุนแรง สิ่งของต่างๆ ที่อยู่ในส่วนหย่อมกระเด็นปลิวไปตามกับสายลมที่พัดกระหน่ำ


  โป้ก! โป้ก!

  ในระหว่างที่สายลมกำลังพัดกระหน่ำอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเงาหญิงสาวปริศนาเดินฝ่าสายลมเข้ามาเขกหัวผู้ครองอาวุธเทพทั้งสองที่กำลังจะปะทะกัน


  “โอ้ย!! เจ็บๆๆๆ”


  “ทำอะไรน่ะ!?”


  ผู้ครองอาวุธเทพทั้งสองหันหน้าไปตะวาดเสียงใส่คนที่เข้ามาเขกหัวเมื่อสักครู่นี้


  “เลิกทะเลาะกันได้แล้วนะ ทั้งสองคน”


  คนที่เข้ามาห้ามคือหญิงสาวผมสีแดงเพลิงในชุดเกราะสีเงิน ยืนส่งยิ้มให้ผู้ครองอาวุธเทพทั้งสอง


  “สะ...สการ์เลต!?”


  สการ์เลต เป็นเพื่อนสมัยเด็กของแอสเทียและโทโยฮิเมะ ตอนเด็กๆ พวกเธอได้แอบไปทำพิธีร่วมสาบานเป็นพี่น้อง โดยให้สการ์เลตเป็นพี่คนโต แอสเทียเป็นพี่คนรอง และน้องคนเล็กก็คือโทโยฮิเมะ ทำไมโทโยฮิเมะถึงไม่ชอบแอสเทีย? นั่นก็เพราะว่าแอสเทียได้ไปแต่งงานกับราชาแห่งวิหารแสงจันทร์ เพราะก่อนที่จะทำพิธีร่วมสาบาน ทั้งสามคนได้กล่าวเอาไว้ว่า ‘เราสามคนจะไม่มีวันแยกจากกัน เราจะอยู่ปกป้องจักรวรรดิด้วยกัน’ นี่แหละคือสาเหตุที่โทโยฮิเมะไม่ชอบแอสเทีย และมองเธอเหมือนเป็นคนทอดทิ้งเหล่าพี่น้องไป


  “ให้ตายสิ ทำไมเจ้าสองคนเจอหน้ากันทีไร ต้องเป็นแบบนี้ทุกที”


  “ก็ยัยนี่...!”

  ต่างฝ่ายต่างชี้หน้าหาคนก่อเรื่อง แต่สุดท้ายก็โดนสการ์เลตเขกหัวของทั้งคู่อยู่ดี


  “แอสเทีย ข้านึกว่าเจ้าเดินทางออกจากปราสาทไปแล้วซะอีก ทำไมยังอยู่ที่นี่ล่ะ?”

  สการ์เลตถาม


  “อูย… แบบว่า...อยากพักใจก่อนจะออกเดินทางน่ะ”


  “หึ! คนอย่างเจ้าก็พักใจเป็นเหมือนกันด้วยเหรอ?”

  โทโยฮิเมะพูดแทรกเข้ามา


  “ข้ากำลังพูดคุยกับสการ์เลต เจ้าน่ะรีบๆ ไสหัวไปซะ”


  “ข้ารู้นะ ความจริงที่เจ้ายกทัพไปที่เมืองอาลซัสน่ะ”


  “หมายความว่าไง?”


  “เรื่องของอดีตอัศวินไร้เทียมทาน เบลซ ฮีทนิกซ์ ยังไงล่ะ”


  “ไม่รู้หรอกนะว่าไปได้ข่าวมาจากไหน แต่มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า”


  “เห๊อะ! อดีตอัศวินไร้เทียมทานลดระดับตัวเองมาเป็นทหารรับจ้างอิสระ แต่เจ้ากลับไปร่วมมือกับคนแบบนั้น ช่างเป็นองค์ราชินีที่หาคนที่ไว้วางใจไม่ได้สินะ น่าสงสารจริงๆ”


  โทโยฮิเมะพูดจบแล้วก็เดินจากไป


  “หนอย...”

  แอสเทียทำหน้าเจ็บใจ


  “นี่...แอสเทีย”

  สการ์เลตเดินเข้ามาพูด


  “หืม?”


  “ศึกต่อไปข้างหน้า เจ้าอาจได้เป็นศัตรูกับโทโยฮิเมะก็เป็นได้นะ”


  “หา?”

  แอสเทียทำหน้างง


  “ตระกูลของโทโยฮิเมะ ผูกมิตรกับรีเบคก้ามาช้านานแล้วน่ะสิ”


  “ยัยนั่นกับรีเบคก้าเนี่ยนะ!?”

  แอสเทียทำหน้าตกใจ


  “ไม่เข้าใจเลย รีเบคก้าน่าจะเป็นแบบที่ยัยนั่นเกลียดนี่นา”


  “นิสัยไม่เกี่ยวหรอก ในต่างเมืองพวกเขาคือขุนนางใหญ่ที่เป็นตัวแทนของฝั่งปีศาจ ขุนนางส่วนใหญ่ของประเทศนี้มีการติดต่อแลกเปลี่ยนอะไรบางอย่างกับรีเบคก้าหรือโคโกเลียด้วย”


  “นั่นก็หมายความว่า...”


  “แอสเทีย ศัตรูของ เบลซ ฮีทนิกซ์ กับเจ้า ไม่ได้มีแค่รีเบคก้าเท่านั้น”


  “เรื่องนั้นก็รู้อยู่แล้วละนะ โทโยฮิเมะก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย”


  “นั่นสินะ เพราะการผูกสัมพันธ์มีก่อนรุ่นของนางซะอีก”


  “เฮ้อ...คงจะอย่างงั้นแหละ”

  แอสเทียถอนหายใจและบิดตัวซ้ายขวาไปมา


  “เออนี่ แอสเทีย”


  “หือ?”


  “ขอถามอะไรหน่อยได้มั้ย”


  “เรื่องอะไรเหรอ?”


  “เรื่องของ เบลซ ฮีทนิกซ์ น่ะ เขาเป็นคนยังไงเหรอ?”


  พอสการ์เลตถามเรื่องเกี่ยวกับเบลซ แอซเทียก็หน้าแดงขึ้นมาทันที


  “กะ...ก็นะ แบบว่ายังไงดี...เขาเป็นคนที่น่ารักดีน่ะ...”


  “เหรอ! แบบไหนล่ะ?”

  สการ์เลตทำตาระยิบระยับ


  “นั่นสินะ อย่างหน้าตอนหลับล่ะมั่ง?”


  “ว้ายๆๆ ไปถึงขั้นเห็นหน้าตอนหลับแล้วเหรอเนี้ย?”


  “บะ บ้า! ก็เค้าหลับได้ตลอดเวลาเท่านั้นแหละ”


  “หึ...หืม...”

  สการ์เลตทำหน้าตาเหมือนจะบอกแอสเทียว่า ‘ฉันจะเชื่อดีมัั้ย’ อะไรแบบนั้น


  “พูดเรื่องจริงจังดีกว่า ถึงเขาจะมีข้อเสียอะไรอยู่บ้าง แต่ก็ใส่ใจเพื่อนพ้องและทหารในกองทัพทุกคน เป็นชายที่กล้าเอาชีวิตเดิมพันเพื่อคนเหล่านั้น แล้วก็ฝีมือการใช้อาวุธแต่ละชนิดนี่ ขั้นอัจฉริยะเลย ขนาดหอกขว้างก็ยังสามารถเจาะทลวงโล่ของแบล็กฮาร์ดได้”


  “พูดถึงเหล่าอัศวินแล้ว เห็นว่าชอบดูถูกหอกขว้างนี่นา”


  “หึ! ไว้เจอตัวจริงแล้วลองคุยกับเขาดูสิ ยังไงตอนนั้นก็คงมาหาลูน่าใช่มั้ยล่ะ?”


  “อ๊าย...”

  สการ์เลตนึกภาพของลูน่าที่ยืนส่งยิ้มให้อยู่หน้าประตูเมือง


  หลังจากที่ทั้งสองคนพูดคุยกันเสร็จสรรพแล้ว ต่างฝ่ายต่างเดินแยกจากกันไป แอสเทียทำหน้ายิ้มแย้มก่อนจะขึ้นหลังม้า นั่นก็เพราะว่าเธอได้รับอนุญาตจากองค์จักรพรรดิ์ ให้เมืองอาลซัสอยู่ในความดูแลของเธอ


  ตัดภาพมาที่เมืองอาลซัส


  “จะว่าไปแล้ว ซอร์เนียร์ ข้าได้ยินมาว่าทัพราชินีซัคคิวบัสมีมังกรนี่ เป็นเรื่องจริงรึ?”


  “เรื่องจริงค่ะ แต่ว่า...”


  “มังกรนั่นถูกเพชรฆาตวิหคอมตะกำราบเรียบร้อยแล้ว”


  “ว่ายังไงนะ!? เพชรฆาตวิหคอมตะยังงั้นรึ!?”


  ลูน่าเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับไอริสให้กราฟฟัง


  “อืม...รอบนี้ก็รอดสินะ”

  กราฟรู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที


  “รีเบคก้าไม่หยุดเพียงแค่นี้แน่ ซอร์เนียร์ ต่อจากนี้ไปเจ้าจะทำยังไง?”

  ลูน่าหันไปถามซอร์เนียร์


  “ลูกจะสู้กับรีเบคก้า”


  คำตอบของซอร์เนียร์ทำเอากราฟกับลูน่าทำหน้าตกใจอย่างมาก


  “บอกตามตรง ข้ากลัวจนแทบอยากจะหนี แต่ศัตรุเป็นถึงระดับราชินีปีศาจอันดับต้นๆ ในแดนปีศาจ กำลังต่างกันอย่างเห็นได้ชัด”


   “...”

  กราฟกับลูน่านั่งฟังอย่างเงียบๆ


  “ลูกน่ะ มีหน้าที่ต้องปกป้องเมืองอาลซัส เพราะข้าคือผู้ครองแคว้น หากมีอะไรเกิดขึ้นจะได้ปกป้องพวกเขาทันที”


  “ซอร์เนียร์...หนทางนั้นเป็นสิ่งที่อันตรายเกินกว่าที่เจ้าคิด วิหารแสงจันทร์ก็มีแนวทางของวิหารแสงจันทร์ เจ้าคาดหวังเพียงแค่นั้นและคิดจะสู้จนถึงที่สุดอย่างนั้นหรือ?”


  กราฟพูด


  “ลูกก็ไม่ได้มองโลกในแง่ดีขนาดนั้นหรอกค่ะ แต่ก็นึกคิดว่าจะต้องลองดูกันสักตั้งน่ะ”


  “นี่เจ้า!!”

  กราฟทำหน้าไม่พอใจและเตรียมจะต่อว่าซอร์เนียร์ แต่ก็มีบางสิ่งบางอย่างห้ามไม่ให้เค้าทำ นั่นก็เพราะเด็กสาวผู้ที่เป็นเจ้าเมืองนั่งทำหน้ายิ้มแย้มและมีแสงสว่างเข้ามาจากทางหน้าต่างส่องมาที่เธอ


  “เฮ้อ...”

  กราฟสงบจิตสงบใจลงได้ แล้วหันหน้าไปถามซอร์เนียร์ต่อ


  “ซอร์เนียร์ ข้าเข้าใจความรู้สึกของเจ้า แต่เจ้าคิดจะต่อสู้กับรีเบคก้ายังไง?”


  “ตอนนี้ลูกคิดเอาไว้สองอย่าง อย่างแรกคือส่งสาสน์ถึงองค์จักรพรรดิ์ ส่วนอีกอย่างคือต้องหาพันธมิตร”


  “ดีล่ะ เรื่องสาสน์ข้าจะนำไปเอง”


  “เดี๋ยวสิคะ!? ทำไมท่านพ่อจะต้อง...”


  “ข้ารู้จักคนในปราสาทหลายคน คงจะทูลต่อองค์จักรพรรดิ์ทอดพระเนตรได้ง่ายกว่า ส่วนเรื่องพันธมิตรน่ะ...”


  กราฟนึกคิดหาเมืองใดเมืองหนึ่งที่น่าจะประกาศตัวเป็นกลาง


  “ซอร์เนียร์ เจ้าจงไปพบ ‘ซิลเลี่ยน’ ที่ ‘บรูว์’ ซะ เขาประกาศตัวเป็นกลางทั้งยังมีมิตรสหายมากมาย”


  ซอร์เนียร์ลุกจากเก้าอี้แล้ววิ่งตรงเข้าไปกอดกราฟ


   “ขอบคุณมากค่ะ ท่านพ่อ”


  “ข้าดีใจมากนะ ซอร์เนียร์ ที่พอช่วยเหลือเจ้าอะไรได้บ้าง”

  กราฟเอามือลูบหัวลูกสาวสุดที่รักก่อนที่เธอจะออกเดินทางไปที่บลูว์


  หลังจากนั้นทัพวิหารแสงจันทร์ร้อยนายที่นำโดยซอร์เนียร์และลูน่า ก็เคลื่อนพลมุ่งหน้าไปยังบรูว์


  “ไม่เจอกันนานนะคะ ท่านลุงซิลเลี่ยน”


  “โอ้ มาแล้วรึซอร์เนียร์ ไม่สิ...ต้องเรียกท่านเจ้าเมืองซอร์เนียร์ถึงจะถูกสินะ”


  หลังจากที่ซิลเลี่ยนได้ฟังเรื่องราวแล้ว เขาจึงได้ให้พวกซอร์เนียร์ช่วยกำราบโจรป่าที่ซ่องสุมกำลังอยู่บนเขาเพื่อที่จะร่วมเป็นพันธมิตร หลายวันหลังจากนั้นพวกซอร์เนียร์ได้ขับไล่พวกโจรป่าได้อย่างราบคาบ และได้เป็นพันธมิตรกับซิลเลี่ยน


  หลังจากการทำพันธมิตรกับซิลเลี่ยนเสร็จสิ้น ทัพของซอร์เนียร์และลูน่าก็เคลื่อนพลกลับอาลซัส


  “ท่านแอสเทียจะกลับมารึยังนะ”

  ซอร์เนียร์พูดขึ้น


  “นั่นสินะ ใช้เวลามากกว่าทีคิดอีกแฮะ”


  ฟุ่บ!!

  ช่วงจังหวะที่หญิงสาวทั้งสองกำลังพูดคุยกัน จู่ๆ ก็มีชายสวมผ้าคลุมสีดำมาปรากฏอยู่ตรงหน้า


  “กำลังรออยู่เลยครับ ท่านซอร์เนียร์และองค์หญิงลูน่าไชลด์”


  “คนส่งสาสน์ของท่านแม่นี่?”

  ลูน่าพูดขึ้น


  “ท่านแอสเทียฝากสิ่งนี้มาครับ”

  ผู้ส่งสาสน์มอบกระดาษแผ่นเล็กๆ ให้ลูน่า และหายตัวไปทันที


  “เอ่อ...ตัวอักษรอ่านลำบากจังเลยนะคะ”

  ซอร์เนียร์ชะโงกหน้าเข้ามาอ่าน


  “เหมือนจะเขียนว่า ‘รออยู่ตำหนักคิเมร่า รีบๆ มา’ น่ะ”


  หลังจากที่ทั้งสองได้อ่านสาสน์ที่แอสเทียส่งมาก็ตรงดิ่งไปที่ตำหนักคิเมร่าทันที


  “มาแล้วเหรอๆ”

  แอสเทียเปิดประตูต้อนรับทั้งสองคนที่เพิ่งจะเดินทางมาถึง


  “เหนื่อยหน่อยนะลูน่า”


  “ท่านแม่เองก็ปลอดภัยสินะคะ”


  “หึ...หืม?”

  แอสเทียเดินตรงเข้าไปหาซอร์เนียร์และเลื่อนหน้าเข้าไปใกล้ๆ


  “มะ...มีอะไรรึเปล่าคะ?”


  “ตอนที่เจอกันใหม่ๆ ดูร้อนรนจัง แต่ตอนนี้ใจเย็นลงแล้วสินะ เกิดเรื่องอะไรขึ้นก็ไม่รู้หรอกนะ”


  “ค่ะ ถ้ารู้ของข้าละก็ ไม่เป็นไรแล้วค่ะ”

  ซอร์เนียร์ตอบกลับด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม


  “อื้ม! ยินดีต้อนรับสู่บ้านพักตากอากาศของข้า อย่ามัวยืนคุยกันเลย ไปหาที่คุยสบายๆ กันดีกว่า”

  แอสเทียเชิญทั้งสองคนให้เข้ามาข้างในบ้าน


  “งั้นเริ่มจากเรื่องของข้าก่อนละกัน ตอนนี้ได้รับอนุญาตจากองค์จักรพรรดิ์ให้ดูแลเมืองอาลซัสแล้ว แต่ยังมีปัญหาอยู่สองอย่าง อย่างแรกเลย กรณีที่ข้ายกทัพเข้ามาต่อสู้ในเขตของจักรวรรดิ ชัยชนะที่ได้มาจะตกเป็นของจักรวรรดิ”


  “ทั้งๆ ที่พวกท่านเข้ามาช่วยแท้ๆ แต่ผลที่ได้กลับต้องเป็นของจักรวรรดิ แบบนี้มันน่าเป็นห่วงนะคะ”


  ซอร์เนียร์พูด


  “เอาน่าๆ ต้องมีหนทางที่ดีกว่านี้แน่ๆ อย่างกังวลขนาดนั้นเลย”


  “ปัญหาที่สองคืออะไรเหรอคะ?”

  ลูน่าพูดแทรกเข้ามา


  “ปัญหาที่สองคือสิ่งที่องค์จักรพรรดิ์ตรัสไว้แก่ขุนนางในตอนท้าย ‘พวกเจ้าจงคิดถึงผลประโยชน์ประเทศมาเป็นอันดับแรก และจงระมัดระวังการกระทำที่ขาดความยั้งคิด’ น่ะนะ”


  “ก็ปกติไม่ใช่เหรอคะ?”

  ซอร์เนียร์พูด


  “คิดถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นอันดับหนึ่ง หรือก็คือถ้าขุนนางจะคบค้ากับรีเบคก้าก็ต้องให้คิดว่า ชัยชนะของจักรวรรดิจะนำมาซึ่งผลประโยชน์ให้กับรีเบคก้า นั่นแหละคือปัญหา”


  ลูน่าอธิบายความหมายให้ซอร์เนียร์ฟัง


  “หมายความแบบนั้นเหรอคะ!?”

  ซอร์เนียร์พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ตื่นตกใจ


  “จะว่าไปพวกขุนนางคงไม่มายุ่งหรอก ไม่มีใครกล้าเสี่ยงกับ ‘ทรี ออฟ การ์ด’ ซึ่งๆ หน้าแน่”

  

  “ทรี ออฟ การ์ด?”


  “คือสามนักรบหญิงที่แข็งแกร่งที่สุดของจักรวรรดิน่ะ ท่านแม่ก็เป็นหนึ่งในนั้น”

  ลูน่าพูด


  “ที่ข้าจะพูดก็คือตรงนี้แหละ งั้นเริ่มจากเรื่องนี้เลยมั้ย...”


  ก๊อกๆๆ

  ช่วงจังหวะที่แอสเทียกำลังจะเล่าเรื่อง ทรี ออฟ การ์ด ให้ซอร์เนียร์ฟัง จู่ๆ ก็มีเสียงคนเคาะประตูดังขึ้นมาแทรก


  “แขกมารึคะ?”

  ซอร์เนียร์พูด


  “เรื่องที่ข้ามาอยู่ที่นี่ไม่น่าจะมีใครรู้นี่นา”


  “เดี๋ยวลูกจะไปดูให้เองค่ะ”

  ลูน่าลุกจากเก้าอี้แล้วเดินออกไปจากห้องนั่งเล่น


  “ท่านแอสเทียคะ คือข้ามีของอยากจะให้ท่านดู”


  ซอร์เนียร์นำม้วนผ้าออกมาแล้วเปิดผ้าให้แอสเทียดู


  “นี่มัน…!?”


  สิ่งที่ซอร์เนียร์เอาออกมาให้แอสเทียดูคือปลายดาบคาตะนะที่แตกหักเป็นชิ้นๆ


  “ดาบคาตะนะของหน่วยเฝ้าชายแดนมนุษย์และปีศาจฝั่งใต้สินะ ไปได้เจ้านี่มาจากไหนน่ะ?”


  “รายละเอียดต้องไปถามพี่ลูน่าค่ะ”


  “หน่วยเฝ้าชายแดนมนุษย์และปีศาจฝั่งใต้มีพื้นที่เทียบเท่ากับเมืองอาลซัส”


  “หน่วยเฝ้าชายแดนที่ว่านี่ หรือว่าจะปกครองโดยหนึ่งใน ทรี ออฟ การ์ด?”


  “หึ! เทียบกับข้าแล้วเป็นพวกไม่ได้เรื่องน่ะ ถ้าจะให้ยกตัวอย่างก็เหมือนพวกติ่งที่ดีแต่ปากนั่นแหละ”


  ปัง!!

  หลังจากที่แอสเทียพูดเสร็จ บานประตูห้องนั่งเล่นก็เปิดออกและปรากฏร่างของหญิงสาวผมสีชมพูเข้มในชุดเกราะซามูไรสีดำทมิฬเดินตรงเข้ามาข้างใน


  “ฟังอยู่เงียบๆ มานานแล้ว นี่หล่อนว่าใครเป็นเด็กติ่งยะ!!”


  โทโยฮิเมะ…!?








++++++++++ To Be Continued ++++++++++


6669001.png





ปิด

ประกาศจาก Admin

ช่วยบริจาคค่า VPS หน่อยจ้า
ช่วยบริจาคค่า VPS หน่อยจ้า
ช่วยหน่อยเนอะ ไม่ได้บังคับนะเออ เเต่สักหน่อยก๊ยังดี ^^

ดู »

ThaiZeed

GMT+7, 21-10-2018 12:28 , Processed in 0.036809 second(s), 18 queries , Xcache On.

Powered by Discuz!

© 2001-2012  Template BY: GDC & 2th